Tag Archives: การเรียนการสอน

สอศ.ติวเข้มผู้บริหารสถานศึกษาและครูในการจัดการอาชีวศึกษาภาคภาษาอังกฤษและความร่วมมือต่างประเทศ

page2.jpg

ดร.ประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดประชุมสร้างความเข้าใจการจัดการอาชีวศึกษาภาคภาษาอังกฤษและความร่วมมือกับต่างประเทศภายใต้โครงการพัฒนาความร่วมมืออาชีวศึกษาสู่มาตรฐานนานาชาติพร้อมกับบรรยายพิเศษเรื่องอาชีวศึกษากับการพัฒนากำลังคนในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Thailand4.0)โดยผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานความร่วมมือต่างประเทศ หัวหน้าโครงการภาคภาษาอังกฤษและครูชาวต่างชาติ รวมกว่า500คน เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี ดร.ประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อทบทวนและสร้างความเข้าใจในการจัดการเรียนการสอนภาคภาษาอังกฤษของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับประกาศของกระทรวงศึกษาธิการตลอดจนแนวทางการสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อการพัฒนาอาชีวศึกษาให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันหรือที่เรียกว่า Thailand 4.0 ซึ่งกำหนดให้มีการพัฒนาประเทศไทยโดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ผลลัพธ์ของประชุมในวันนี้มีเป้าหมายให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการจัดการอาชีวศึกษาภาคภาษาอังกฤษในแต่ละสาขา รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนวทางการพัฒนาภาษาอังกฤษจากครูต่างชาติที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาต่าง ๆ เพื่อยกระดับความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษให้กับครูวิชาชีพและผู้บริหารสถานศึกษา โดยภายในงานมีสถานศึกษาที่มาร่วมจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ในการจัดการอาชีวศึกษาภาคภาษาอังกฤษ ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี วิทยาลัยการอาชีพร้อยเอ็ด วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์ ทั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจากผู้แทนสำนักเลขาธิการรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO Secretariat) มาแนะแนวทางการสร้างความร่วมมือกับประเทศสมาชิก SEAMEO และกิจกรรมที่สถานศึกษาสามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการพัฒนาผู้เรียนและการจัดการเรียนการสอน และนางสาววสุมดี อิ่มแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา มานำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนภาคภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับสถานศึกษาต่าง ๆ ที่เข้าร่วมประชุมอีกด้วย

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 8 พฤษภาคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

สอศ. บูรณาการวิชาเรียน-กิจกรรม สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ๒๕๖๐ โชว์ ๔-๗ พ.ค. ๒๕๖๐

%E0%B8%9B%E0%B8%81.JPG

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กำหนดจัดประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ และการแข่งขันหุ่นยนต์ยุวชนอาชีวศึกษา ระดับชาติ 2560 ในงาน “ประชารัฐร่วมพัฒนา สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” ระหว่างวันที่ 4-7 พฤษภาคม 2560 ณ ห้อง เอ็ม ซี ซี ฮอลล์ ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ กรุงเทพฯ

ดร. สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษามีโยบายส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐบาลและสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน ในด้านวิชาการ และกิจกรรมการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา สามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันในงานอาชีพ และสามารถพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ที่เกิดจากการคิดนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ โครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึกษา สู่ชุมชนและเชิงพาณิชย์ ด้วยการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้กำหนดจัด “ประชารัฐร่วมพัฒนา สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ และการแข่งขันหุ่นยนต์ยุวชนอาชีวศึกษา 2560 ระหว่างวันที่ 4-7 พฤษภาคม 2560 ณ ห้องเอ็ม ซี ซี ฮอลล์ ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ กรุงเทพฯ ทั้งนี้เพื่อยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษา พัฒนาการสร้างนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์สู่เชิงพาณิชย์ และนานาชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมสนับสนุนผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ฯ ให้ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อก้าวไปสู่ Thailand ๔.๐ และเปิดเป็นเวทีให้นักเรียนนักศึกษา ได้นำผลงานสิ่งประดิษฐ์เข้าร่วมประกวดและแสดงให้ประชาชนได้ร่วมชมผลงานด้วย

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า “ประชารัฐร่วมพัฒนา สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ และการแข่งขันหุ่นยนต์ยุวชนอาชีวศึกษา 2560 มีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากการประกวดจากระดับจังหวัด และระดับภาค 5 ภาค รวมจำนวนทั้งสิ้น 220 ผลงาน จากจำนวนทั้งหมดกว่า 5,000 ผลงาน แบ่งการประกวดออกเป็น 11 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 สิ่งประดิษฐ์ด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต ประเภทที่ 2 สิ่งประดิษฐ์ด้านการประกอบอาชีพ ประเภทที่ 3 สิ่งประดิษฐ์ด้านผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ประเภทที่ 4 สิ่งประดิษฐ์ด้านการอนุรักษ์พลังงาน (แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม) ได้แก่กลุ่มผลิตพลังงาน และกลุ่มการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประเภทที่ 5 สิ่งประดิษฐ์ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประเภทที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ด้านการแพทย์ และชีวอนามัย และประเภทที่ 7 สิ่งประดิษฐ์ด้านผลิตภัณฑ์อาหาร ประเภทที่ 8 สิ่งประดิษฐ์ด้านเทคโนโลยีการเกษตร (เครื่องมืออุปกรณ์เพื่อการดำนา) ประเภทที่ 9 สิ่งประดิษฐ์ด้านหัตถศิลป์ ประเภทที่ 10 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมซอฟแวร์ และระบบสมองกลฝังตัว (Software & Embedded System Innovation) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มพัฒนาซอฟต์แวร์ และกลุ่มพัฒนาระบบสมองกลฝังตัว ประเภทที่ 11 สิ่งประดิษฐ์ด้านบำบัดน้ำ (น้ำเพื่อปะชาชน)นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้มีการประกวดประเภทองค์ความรู้ การนำเสนอผลงานวิจัยนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ภาคภาษาอังกฤษ เพื่อการเข้าสู่ความเป็นมาตรฐานสากล จำนวน 20 ผลงาน และเพื่อเป็นการส่งเสริมเยาวชนระดับประถมศึกษา สังกัดโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ให้เป็นนักคิดนักประดิษฐ์ และมีทัศนคติที่ดีในการศึกษาต่อในการเรียนสายวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงได้จัดการแข่งขันหุ่นยนต์ยุวชนอาชีวศึกษาขึ้น โดยคัดเลือกจากทีม ของนักเรียน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในพื้นที่ ระดับภาค ทั้ง 4 ภาค เข้าสู่ระดับชาติ ชิงถ้วยรางวัล พระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 16 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้เล็งเห็นความสำคัญ ของการส่งเสริมสนับสนุน การวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์มา โดยตลอด ทั้งในด้านปริมาณ และคุณภาพ มาจนถึงปีการศึกษาปัจจุบัน มีผลงานสิ่งประดิษฐ์ มากกว่า 25,000 ผลงาน สามารถพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ จนสามารถ จดสิทธิบัตรได้ และอยู่ระหว่างการส่งเสริม และพัฒนา ประมาณ 100 ผลงาน และในโอกาสนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีประทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดฯ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2560

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 5 พฤษภาคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

สอศ. เตรียมหลักสูตรต่อเนื่องอาชีวศึกษา-โคเซ็น ๕ ปี พร้อมเปิดปีการศึกษา๒๕๖๑

page.JPG

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น (Mr.Hirokaza Matsuno) และเอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่น (Mr. Shiro Sadoshima) พร้อมคณะ เพื่อหารือความก้าวหน้าและตรวจเยี่ยม สถาบันเทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์ไทย-ญี่ปุ่น โคเซน ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา และ NIT ได้ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่อง 5 ปี ตามมาตรฐานของ KOSEN โดยสถาบัน NIT โดยมี Dr. Matsumoto Tsutomu มาปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ ไทย – ญี่ปุ่น โคเซ็น (Japanese – Thai KOSEN Institute of Engineering and Technology) ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 3 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และกำหนดเปิดการเรียนการสอนในรูปแบบ KOSEN ในปีการศึกษา 2561 พร้อมกันนี้ วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น (Mr.Hirokaza Matsuno) และเอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่น (Mr. Shiro Sadoshima) พร้อมคณะ จะเข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์) เพื่อหารือความก้าวหน้าและตรวจเยี่ยม สถาบันเทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์ไทย-ญี่ปุ่น โคเซน ในโอกาสนี้ด้วย

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะผลิตกำลังคนคุณภาพให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ให้มีความพร้อมทั้งความรู้ ทักษะ และสมรรถนะในการทำงาน และมุ่งหวังว่าในอนาคตเราจะจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมเพื่อพัฒนากำลังคนภาคอุตสาหกรรม ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และในขณะเดียวกันก็จะสนับสนุนเด็กที่มีผลการเรียนดีมีความสามารถ ให้ได้รับทุนการศึกษาเพื่อไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ณ ประเทศญี่ปุ่น และกลับมาบรรจุรับราชการ เป็นครูที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเยาวชนของชาติ โดยหลักสูตรต่อเนื่อง 5 ปี ตามมาตรฐานของ KOSEN โดยสถาบัน NIT จะนำร่อง ในสาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์ และอิเล็กทรอนิกส์ ในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) และวิทยาลัยเทคนิคสุรนารี ภายใต้การสนับสนุนของ JICAและมีวิทยาลัยเทคนิคพังงา เป็นสถานศึกษาสมทบ ซึ่งปัจจุบันคณะทำงานพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่อง 5 ปี ตามมาตรฐานของ KOSENได้ดำเนินการกำหนดโครงสร้างหลักสูตร รูปแบบการเรียนการสอน และรายละเอียดรายวิชาในภาพรวม เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในปี 2560 นี้จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรให้สมบูรณ์พร้อมเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2561

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 1 พฤษภาคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

พิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ บริษัท พร้อม เทคโน เซอร์วิส จำกัด

1.2.jpg

ดร.บุญส่ง จำปาโพธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ บริษัท พร้อม เทคโน เซอร์วิส จำกัด ในวันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม 2560 ณ ห้องประชุม 1 สำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นหน่วยงานหลักที่จัดการศึกษาวิชาชีพและผลิตกำลังคนระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยีตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน และเพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการผลิตและภาคบริการ ตามนโยบายของรัฐบาล การร่วมมือ กับ บริษัท พร้อม เทคโน เซอร์วิส จำกัด ในการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ให้กับนักเรียน นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในสาขาวิชาไฟฟ้ากำลังและอิเล็กทรอนิกส์ ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้ากำลังและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการเรียนการสอนแบบบูรณาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญของการจัดการเรียนการสอนที่จะทำให้นักเรียน นักศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษามีคุณภาพ สำเร็จการศึกษาแล้วเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และในส่วนของสถานศึกษาต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมที่กำลังจะก้าวสู่โลกยุคดิจิตอล เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การพึ่งตนเอง ต่อไป กลุ่มประชาสัมพันธ์ 30 มีนาคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

สอศ.ร่วม ๓ สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายผลิตกำลังคนรองรับงานอุตสาหกรรมความหวาน

7.jpg

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับ 3 สมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล ได้แก่ สมาคมโรงงานน้ำตาลไทย สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย และสมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล ผนึกกำลังผลักดันให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย อย่างเป็นระบบ มีแผนงานรองรับและเป้าหมาย แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลและเสริมสร้างระบบให้เกิดความเป็นธรรม รวมไปถึงการร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่เกิดจากการปลูกอ้อย ที่สำคัญ จะร่วมกันผลิตบุคลากรที่มีทักษะและสร้างนักเทคโนโลยีรองรับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้มีความเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ และจะพัฒนาผู้เรียนทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และระดับปริญญาเทคโนโลยีสายปฏิบัติการ ในรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย และรูปแบบทวิภาคี การเข้ารับการฝึกอบรม และฝึกอาชีพในสถานประกอบการ การพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการส่งเสริมฝึกอบรมให้แก่ครู และบุคลากรอาชีวศึกษาให้มีความรู้ และทักษะทางอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทราย

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่าในความร่วมมือครั้งนี้ สอศ.ได้รับความร่วมมือ จากสมาคมโรงงานน้ำตาลไทย สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย และ สมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งมีโรงงานรวมอยู่ทั้งหมด 55 แห่ง ในพื้นที่ 28 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมี บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด เป็นผู้ประสานงานความร่วมมือในครั้งนี้ สำหรับสาขาที่อาชีวศึกษาจะจัดส่งให้ไปเรียนรู้หรือฝึกประสบการณ์ในโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาล เบื้องต้นได้เตรียมสาขาซ่อมบำรุงเครื่องกล สาขาเครื่องมือการเกษตรและเทคโนโลยีการจัดการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อรองรับระบบการจัดการในโรงงานอย่างครบวงจร

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 28 มีนาคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ชวนน้อง ม.ปลาย มา SIIT Open House ๒๐๑๗ กัน! ๑-๒ เม.ย.นี้

น้องๆ หลายคนอาจจะมีคำถามชวนสงสัยมากมายเกี่ยวกับสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น • SIIT คืออะไร ? • SIIT มีภาคอะไรบ้าง ? • สังคมใน SIIT เป็นยังไง ? • การเรียนการสอนของ SIIT เป็นแบบไหน ? • เรียน SIIT ดีกว่าที่อื่นยังไง ? • นักศึกษาที่จบจาก SIIT อาชีพและหน้าที่การงานเป็นอย่างไร ? และอีกหลายๆคำถามที่น้องๆอยากรู้ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ถาม โอกาสเหล่านั้นกำลังจะมาค่ะ มาพร้อมกับค่าย

มาร่วมสัมผัสด้วยตัวน้องๆเองว่า SIIT เป็นยังไง เป็นอย่างที่คนอื่นพูดจริงหรือไม่ แล้วเรามาพิสูจน์กัน เร็วๆนี้นะคะ 🙂

น้องๆสามารถโหลดใบสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2560

ประกาศผลผู้มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรม : 17 มีนาคม 2560 **** สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 092-257-5530 (พีเกมส์) 086-333-2383 (พี่จ๊ะ) หรือ inbox มาถามทางเพจได้เลยนะคะ https://www.facebook.com/Siitopenhouse/

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: อินเตอร์เน็ต

รมว.ศธ.ลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย

page.jpg

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา, นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบอุทกภัยและมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัยที่ ต.ท่าชี อ.บ้านนาสาร จำนวน 1,370 ถุง และ ต.เขาหัวควาย อ.พุนพิน จำนวน 1,000 ถุง

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบภัยพิบัติในครั้งนี้ และมีพระราชโองการสั่งให้องคมนตรีได้ติดตามดูแลประชาชนที่ประสบภัย ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ จึงรับสนองพระราชดำริ ด้วยการจัดโครงการ “รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการช่วยเหลือประชาชน” พร้อมทั้งจัดขบวนคาราวานนักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาและนักศึกษา กศน. ทั่วประเทศ ตั้งทีมให้ความช่วยเหลือ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลก็มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเช่นกัน โดยทราบว่านายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงศึกษาธิการเข้าไปดูแลลูกหลานให้มีสถานที่เรียนหนังสือ เพื่อไม่ให้เด็กเสียโอกาสทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการในการบูรณะโรงเรียนที่เสียหายให้กลับมามีสภาพดังเดิมหรือดีกว่าเดิม ส่วนการขยายเวลาเรียนหรือขยายเวลาปิดภาคเรียนสำหรับโรงเรียนที่น้ำท่วมแล้วสอนไม่ทันนั้น ถ้ามีเหตุผลและจำเป็นก็ต้องทำ แต่ควรมีความยืดหยุ่น และคาดว่าสถานศึกษาจะสามารถเตรียมการสอบโอเน็ต ป.6 ช่วงเดือนมีนาคมนี้ได้ทันเวลา เพราะสถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประเมินสถานการณ์และรายงานให้ทราบทุกวัน นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดตั้งศูนย์อาชีวะบริการผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ 12 จังหวัด พร้อมทั้งส่งนักศึกษามาช่วยซ่อมอุปกรณ์ สิ่งของ ตลอดจนเครื่องใช้ไฟฟ้า การเดินทางมาให้ความช่วยเหลือที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กระทรวงศึกษาธิการได้ทำดี เราจะได้รู้ว่าเรามีหน้าที่อะไรและทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด ซึ่งเงินที่นำมาช่วยเหลือก็เป็นเงินภาษีของประชาชน ดังนั้นหากประชาชนท่านใดไม่ได้รับความช่วยเหลือ ขอให้แจ้งมา อย่าอายที่จะขอความช่วยเหลือและต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะเป็นสิท ธิ์ของทุกคน โดยกระทรวงศึกษาธิการไม่ต้องการความช่วยเหลือที่สร้างภาพ เราคนไทยด้วยกันอยากให้มีความห่วงใยกัน โอกาสนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ได้นั่งเรือตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านไทรงาม อ.พุนพิน ซึ่งยังไม่สามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้ เพื่อรับทราบข้อมูลความเสียหายของโรงเรียนจากเหตุอุทกภัย และหารือแนวทางเร่งฟื้นฟู บูรณะ และซ่อมแซม ให้โรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอนได้ทันทีภายหลังน้ำลด โดย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สถานศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รับความเสียหายจากอุทกภัยจำนวน 276 โรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประถมศึกษา และมีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักอยู่ในอาการโคม่า 20 แห่ง เช่น โรงเรียนบ้านไทรงามซึ่งพื้นของอาคารเรียนทั้งสองหลังใช้งานไม่ได้ จึงต้องเร่งฟื้นฟูในเรื่องของกายภาพ และให้ สพฐ. ดูแลเรื่องการจัดทำงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซม ส่วนเรื่องการจัดการเรียนการสอนได้แก้ปัญหาแล้ว เช่น การนำเด็กจากโรงเรียนต่าง ๆ มาเรียนรวมกัน และยืมสถานที่ของเอกชนมาใช้สอนหนังสือ เป็นต้น โดยพยายามทำเท่าที่สถานการณ์จะทำได้ ซึ่งตอนนี้มีข่าวดีคือระดับน้ำลดลงเรื่อย ๆ และที่น่ายินดีไปกว่านั้นคือ ได้รับความร่วมมือจากสถาบันอาชีวศึกษาจากภูมิภาคต่าง ๆ มาช่วยซ่อมสิ่งของ โดยมาตั้งศูนย์ฯ อยู่ที่สุราษฎร์ธานีเป็นเวลา 3 อาทิตย์แล้ว ซึ่งได้รับรายงานว่านักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาได้ช่วยซ่อมของทั้งชิ้นเล็กและชิ้นใหญ่ประมาณ 80,000 ชิ้น ความร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้จึงถือเป็นมูลค่าที่ประมาณไม่ได้ Cr.ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี กลุ่มประชาสัมพันธ์ 19 มกราคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดการเรียนการสอนรูปแบบ KOSEN ประเทศญี่ปุ่น

page.jpg

ดร. สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดการเรียนการสอนรูปแบบKOSEN ประเทศญี่ปุ่นโครงการความร่วมมือไทย – ญี่ปุ่น ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) ตามที่ประเทศไทย ได้ก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและก้าวสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนส่งเสริมให้สถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา มีความเป็นเลิศเฉพาะด้าน อาทิ การจัดการศึกษาด้านเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ และการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาสู่มาตรฐานสากล การพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยมีคุณภาพ ใช้เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอน เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ ทักษะชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนนักศึกษา ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปสู่การสร้างนวัตกรรมและสร้างกำลังคนทางอาชีวศึกษา ให้ตอบสนองความต้องการตลาดแรงงานของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับอาเซียน และระดับสากล การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ KOSEN ของประเทศญี่ปุ่น สามารถรองรับกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเตรียมความพร้อมกับการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน สู่มาตรฐานสากล การจัดฝึกอบรมการประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดการเรียนการสอนรูปแบบ KOSEN ประเทศญี่ปุ่น โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1. เพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษานักเรียนนักศึกษา ให้ได้รับความรู้ด้านการพัฒนาหลักสูตร สื่อ เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบ KOSEN ซึ่งมีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 2. เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีประสบการณ์ตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันจะนำไปสู่การพัฒนาวิชาชีพเพื่อพัฒนาครูผู้สอนในด้านการจัดการเรียนการสอนตามแบบ KOSEN ในสถานศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบเท่า KOSEN ของประเทศญี่ปุ่น 3. เพื่อเป็นการเสริมสร้างความพร้อมในการพัฒนานักเรียน นักศึกษา สู่ประชาคมอาเซียน และมาตรฐานสากล 4. เพื่อเป็นการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น การฝึกอบรมครั้งนี้ มีคณะครูจากวิทยาลัยในโครงการฐานวิทยาศาสตร์ ทั้ง 5 แห่ง จำนวน 20 คน นักเรียน จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ จำนวน 50 คน จากวิทยาลัยเทคนิคสุรนารี จำนวน 50 คน จำนวนทั้งสิ้น 120 คน ณ ห้องประชุมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์(ชลบุรี)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

อาชีวะจับมือ มจพ. และ๑๙ สถานประกอบการชั้นนำของประเทศ พัฒนาครูฝึกช่างเทคนิคขั้นสูงตามแนวทางมาตรฐานเยอรมัน

%E0%B8%9B%E0%B8%812.jpg

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน (GIZ) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และสถานประกอบการชั้นนำของประเทศ สร้างความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมทางด้านเทคโนโลยีหลักสูตรการฝึกอบรมครูฝึกในสถานประกอบการตามมาตรฐาน และหลักสูตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไปสู่การพัฒนาครูฝึกช่างเทคนิคขั้นสูงตามแนวทางมาตรฐานของเยอรมัน (The Highly-Skilled Technical “Meister” Development Program on the Basis of the German Educational Standards) โดยจัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการขึ้นในวันที่ 12 ตุลาคม 2559 ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ.โดยได้รับเกียรติจาก H.E. Mr. Peter Prugel เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทย และ พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นสักขีพยาน ในโอกาสนี้ พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวขอบสถานเอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทย มจพ. และองค์กรสถานประกอบการทั้ง 19 แห่ง ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมกันสร้างแรง งานที่มีคุณภาพตามนโบบายประชารัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ ในการส่งเสริมการอาชีวศึกษาและเทคโนโลยี เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานวิชาชีพ โดยเน้นให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ที่เน้นการพัฒนาแรงงานช่างเทคนิคให้มีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ เพื่อให้เกิดสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพและตรงตามความต้องการของสถานประกอบการในภาคอุตสาหกรรม เพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมในยุคประเทศไทย 4.0 ดร. สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า แนวโน้มที่ประเทศไทยจะขาดแรงงานฝีมือด้านทักษะ ที่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการเนื่องจากเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สอศ. ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ได้เตรียมที่จะพัฒนาครู และครูฝึกในสถานประกอบการ ให้มีมาตรฐาน โดยได้ทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ “เพื่อพัฒนาครู ฝึกช่างเทคนิคขั้นสูงตามแนว ทางมาตรฐานของเยอรมัน” ซึ่งสอศ.มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย โดยในกลุ่มมีสถานประกอบการ ที่จะเข้าร่วมโครงการฯ ณ วันนี้ จำนวน19 องค์กรโดยสถานประกอบการชั้นนำที่ลงนามร่วมกันในโครงการฯ ส่วนหนึ่งก็เป็นภาคีเครือข่ายในการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุญยโสภณ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของปัญหาการขาดบุคลากรที่เป็นผู้เชื่อมต่อองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ผู้ปฏิบัติงาน และสถานประกอบการ ซึ่งในประเทศเยอรมันปัญหานี้ ถูกแก้ไขด้วยการกำหนดมาตรฐานผู้ฝึกอาชีพที่เรียกว่า “Meister” หรือ “ครูฝึกช่างเทคนิคชั้นสูง” ซึ่งครูฝึกช่างเทคนิคขั้นสูงจะเป็นผู้ที่ได้รับการอบรม และผ่านขั้นตอนการทดสอบความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อที่จะได้รับวุฒิบัตร สำหรับการประกอบวิชาชีพเป็น ครูฝึกที่รับรองโดยสภาหอการค้าหรือสภาอุตสาหกรรมของประเทศเยอรมัน มจพ. ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมมือทางวิชาการ กับหอการค้าเยอรมันไทย เพื่อที่จะนำรูปแบบการฝึกครู “Meister” หรือ “ครูฝึกช่างเทคนิคขั้นสูง” ของประเทศเยอรมันไปใช้ โดยกำหนดให้มีการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา การฝึกอบรม การทดสอบ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีมาตรฐานและระบบการพัฒนาครูฝึกช่างเทคนิคขั้นสูง ตามคุณภาพมาตรฐานของประเทศเยอรมัน และได้รับการรับรองจากหอการค้าเยอรมันไทย โดยหลักสูตร Thai-German Meister ที่จะเปิดการเรียนการสอนทั้งหมดด้วยกัน 3 สาขาอาชีพ ใช้เวลาในการอบรมทั้งหมด 800 ชั่วโมง (ตามมาตรฐานเยอรมัน) ประกอบด้วย สาขาไฟฟ้าอุตสาหกรรมและอิเล็กทรอนิกส์ สาขาเครื่องกลอุตสาหกรรม และสาขาแมคคาทรอนิกส์ โดยในแต่ละหลักสูตรในแต่ละสาขาอาชีพ จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยการกันคือ ส่วนที่ 1 การฝึกอบรมทางด้านเทคโนโลยี (480 ชม.) ส่วนที่ 2 การฝึกอบรมเป็นผู้ฝึกในสถานประกอบการ (In-company Trainer) ตามมาตรฐานอาเซียน (120 ชม.) และส่วนที่ 3 การฝึกอบรมทางด้านกฎหมายและการบริหารองค์กร (200 ชม.)

19 องค์กร ที่ร่วมลงนามตามโครงการ “พัฒนาครูฝึกช่างเทคนิคขั้นสูงตามแนวทางมาตรฐานของเยอรมัน (The Highly-Skilled Technical “Meister” Development Program on the Basis of the German Educational Standards) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) บริษัท ซีเมนส์ จำกัด บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ (SCG) บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท บุญรอด บริวเวอร์รี่ จำกัด บริษัท ดาลินี่ จำกัด บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท ยูแทค ไทย จำกัด บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัทเวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด บริษัท เอชจีเอสที (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท โรงงานเหล็กกรุงเทพฯ จำกัด และบริษัท เซฟ-ที-คัท แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ. 12 ตุลาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

รวมข่าว สพฐ. วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๙

สพม.6 ประชุมผู้บริหารสถานศึกษา ครั้งที่ 8/2559

902890.JPG

+ดร.ธีระวัฒน์ วรรณนุช ผอ.สพม.6 ปฏิบัติหน้าที่ รองศึกษาธิการภาค 3 เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สพม.6 โดยก่อนเริ่มระเบียบวาระการประชุม มอบประกาศเกียรติคุณสถานศึกษาที่มีการบริหารจัดการและดำเนินงานจัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง เพื่อรับรางวัลระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ประจำปี 2559 ดังนี้ ประเภทสถานศึกษามัธยมศึกษาขนาดใหญ่ รางวัลเกียรติบัตรระดับทองแดง ได้แก่ โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยมฯ ประเภทสถานศึกษามัธยมศึกษาขนาดกลาง รางวัลเกียรติบัตรระดับเงิน ได้แก่ โรงเรียน

ดอนฉิมพลีพิทยาคม ประเภทสถานศึกษามัธยมศึกษาขนาดเล็ก โล่รางวัลดีเด่น และรางวัลเกียรติบัตรระดับทอง ได้แก่ โรงเรียนมัธยมวัดใหม่สมุทรกิจวิทยาคม และมอบเกียรติบัตรและโล่ประกาศเกียรติคุณ โรงเรียนในฝันที่ได้รับการรับรองความยั่งยืน ตามเป้าหมายของโรงเรียนในฝัน ปีงบประมาณ 2559 จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนหาดอมราอักษรลักษณ์วิทยา จังหวัดสมุทรปราการ และโรงเรียนสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา และมอบโล่รางวัลโรงเรียนต้นแบบโครงการโรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste School) ได้แก่ โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม ฯ จังหวัดสมุทรปราการ โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม จังหวัดสมุทรปราการ และโรงเรียนหาดอมราอักษรลักษณ์วิทยา จังหวัดสมุทรปราการ และมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี ผอ.กิตติศักดิ์ ชาญอักษร ผอ.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการ ได้เลื่อนวิทยฐานะระดับเชี่ยวชาญ และดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระการประชุมฯ ครั้งที่ 8/2559 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2559 ณ ห้องประชุมโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม จังหวัดสมุทรปราการ (กิตติคุณ…ภาพ/จันทรา…ข่าว)

“น้ำเต้าขาควาย” การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่โรงเรียนบ้านท่าน้ำเค็มใต้

902680.jpg

. “น้ำเต้าขาควาย” การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง@โรงเรียนบ้านท่าน้ำเค็มใต้ ภายใต้แนวคิด ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมชื่นชม” ….หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถูกน้อมนำเข้าสู่การจัด การเรียนการสอนในสถานศึกษาทุกแห่ง โดยเป้าหมายสำคัญ คือ การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนรู้จักการใช้ชีวิตที่พอเพียง เห็นคุณค่าของทรัพยากรต่าง ๆ รู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ และแบ่งปัน มีจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม เห็นคุณค่าของวัฒนธรรม ค่านิยม เอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย โดยที่ไม่หลงไปกับกระแสสังคมในปัจจุบัน

.โรงเรียนบ้านท่าน้ำเค็มใต้ หมู่ที่ 10 ต.ท่าแพ อ.ท่าแพ จ.สตูล เป็นโรงเรียนหนึ่งที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข้าสู่การเรียนการสอนโดยบูรณาการในหลักสูตรสถานศึกษา และวิชาการงานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 -6 เน้นทักษะกระบวนการทำงานเพื่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจัดการเรียนรู้ภาคทฤษฎีในห้องเรียน ก่อนนำสู่การปฏิบัติในภาค สนาม เริ่มตั้งแต่เวลา 14:00 – 16:00 น.

.โดยได้ปรับพื้นที่บริเวณโรงเรียน เนื้อที่กว่า 1ไร่ เป็นแปลงเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 3 ลักษณะ คือ 1) แปลงผักสวนครัว 2) แปลงเรียนรู้ เริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวผลผลิต 3) แปลงพ่อแม่ปลูกลูกรักษา ด้วยมุ่งหวังช่วยสร้างความผูกพันและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ ลูก และลดปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย

.สำหรับผักที่ปลูกนั้น มี ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ตะไคร้ พริก มะละกอ ชะอม และจุดเด่นคือน้ำเต้าขาควาย (ลักษณะคล้ายฟักเขียว แต่ผลจะโตกว่ามาก) ซึ่งเมื่อน้ำเต้าขาควายออกผลครั้งใด เด็ก ๆ จะพากันตื่นเต้นดีใจมาก เพราะน้ำเต้าขาควาย มีผลที่ใหญ่และยาวคล้ายขาควาย ถ้าผลโตเต็มทีน้ำหนักตกเฉลี่ยผลละ ประมาณ 7-8 กิโลกรัม มี ความยาวเฉลี่ยประมาณ 60-80 เซนติเมตร เลยทีเดียว

.ผลผลิตจากเกษตรพอเพียงที่เกิดขึ้นทั้งหมด นักเรียนจะแบ่งหน้าที่กันจัดการ เช่น จัดทำบัญชีผลผลิต จัดจำหน่าย จัดแบ่งรายได้ โดยมีครูคอยให้คำปรึกษาและดูแลอย่างใกล้ชิด ผลผลิตส่วนใหญ่จะจำหน่ายเข้าสู่โครงการอาหารกลางวัน ในโรงเรียน เพื่อปรุงเป็นอาหารกลางวันที่ให้แก่นักเรียน ผลผลิตที่เหลือจะจำหน่ายให้แก่ครู ผู้ปกครอง และชุมชน เงินที่ได้จากการจำหน่ายผลผลิตแต่ละครั้ง ส่วนหนึ่งหักเป็นรายได้แก่นักเรียนเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

.นายอาหลี ลิมานัน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าน้ำเค็มใต้ กล่าวว่า โรงเรียนได้พันธุ์น้ำเต้าขาควายจากการไปศึกษาดูงานการศึกษาทางภาคเหนือ จึงได้นำมาให้นักเรียนทดลองปลูกร่วมกับการปลูกผักชนิดอื่น ๆ ในการเรียนรู้เกษตรพอเพียง พบว่านักเรียนเกิดความสนุกและมีความสุขในการเรียนรู้ ด้านผู้ปกครองก็เต็มใจเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกับลูกๆ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการบริหารที่ต้องการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาได้ “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมชื่นชม”

.นางเจ๊ะมีด๊ะ มะสมาน ผู้ปกครองนักเรียน กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ลูก ๆ ได้เรียนรู้เกษตรพอเพียงและได้ลงมือปฏิบัติจริงๆ ซึ่งคิดว่าเป็นการเรียนรู้ที่สามารถนำกลับไปต่อยอดที่บ้านได้ ขอบคุณผู้บริหารโรงเรียนและครูที่ให้โอกาสผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมกับทุกกิจกรรมของโรงเรียน

ศึกษาธิการจังหวัดลพบุรี จัดประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

902813.jpg

7 ตุลาคม 2559 ดร.ปัญญา แก้วเหล็ก ผอ.สพป.ลพบุรีเขต1 ปฏิบัติหน้าทร่ศึกษาธิการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ให้กับครูปฐมวัย ณ ห้องประชุมโรงเรียนอนุบาลจังหวัดทหารบกลพบุรี

โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริ ให้คณะกรรมการนำไปพิจารณาริเริ่มดำเนินการนำร่องในประเทศไทย โดยได้ทอดพระเนตรตัวอย่างโครงการนี้ คราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเยอรมันนี เมื่อปี พ.ศ.2552 โดยที่มาของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย มาจากการประเมินผลของโครงการ PIZA ที่พบว่า ความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กไทย ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งยังขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร ที่จะร่วมมือขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ งานวิจัยยืนยันว่า เราควรสร้างทัศนคติที่ดีด้านการเรียนรู้ ทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย (อายุ3-6 ปี) เพราะเป็นช่วงอายุที่มีความสามารถในการเรียนรู้และจดจำมากที่สุด ซึ่งโครงการได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

ปัจจุบัน สพฐ. มีโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าโครงการ ” บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย” ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 – 2559 แล้ว จำนวน 6 รุ่น รวมทั้งหมด 13065 โรงเรียน (เป็นโรงเรียนสังกัด สพป.ลพบุรีเขต1 จำนวน 86 โรงเรียน) โดยโรงเรียนในแต่ะรุ่น มีผลการประเมินโครงงานวิทยาศาสตร์ผ่านเกณฑ์การประเมินเพื่อรับตราพระราชทานครบทุกโรงเรียน 100% ทุกปีการศึกษา ซึ่งสะม้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพเด็กไทยตั้งแต่ระดับปฐมวัย ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูปฐมวัยที่เข้าร่วมโครงการในสังกัดอย่างต่อเนื่อง

ในปีการศึกษา 2559 นี้ สพป.ลพบุรีเขต1 มีโรงเรียนที่ต้องเข้ารับการประเมิน 2 รุ่น รวม 46 โรงเรียน ได้แก่ รุ่นที่3 เป็นการประเมินคงสภาพ 33 โรงเรียน รุ่นที่ 6 เป็นการประเมินเพื่อรับจราพระราชทานครั้งแรก จำนวน 13 โรงเรียน โดยเฉพาะการประเมินคงสภาพของรุ่นที่3 สพฐ.ได้กำหนดเกณฑ์การผ่านประเมินเพื่อรับตราพระราชทานเพิ่มมากขึ้น คือ ต้องผ่านการประเมินในระบบออนไลน์ และประเมินโครงงานวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ในรูปแบบของวัฏจักรการสืบเสาะถึง3รอบ ประกอบกับครูผู้สอนปฐมวัยในสังกัด ส่วนใหญ่ไม่ใช่เอกปฐมวัยและวิทยาศาสตร์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ สพป.ต้องทำความเข้าใจและพัฒนาตรูปฐมวัยให้มีความรู้ ทักษะ กระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์ เพื่อไปสู่การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยสามารถจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์แบบวัฏจักรการสืบเสาะ ซึ่งเป็นเอกสารส่วนหนึ่งของการประเมินประกอบการประเมินออนไลน์ ให้ทุกโรงเรียนในโครงการ สามารถพัฒนาให้ผ่านเกณฑ์การประเมิน เพื่อรับตราพระราชทานได้ทุกโรงเรียน เหมือนทุกปีการศึกษาที่ผ่านมา

การประชุมสัมมนาครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากคณะศึกษานิเทศก์ ที่รับผิดชอบโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ทีมงานครูผู้สอนปฐมวัย ที่ทำหน้าที่ LT ครูปฐมวัยที่ทำหน้าที่เป็นประธานรุ่น เลขานุการทุกรุ่น และครูแกนนำที่อาสาเข้ามาช่วยเป็นทีมวิทยากรและประสานงานการประชุม ผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนอนุบาลทหารบกจังหวัดลพบุรี ที่ให้ความอนุเคราะห์ด้านสถานที่จัดประชุมและอำนวยความสะดวกต่างๆ

ภคจิรา ภาพ ข่าว รายงาน

8 ตุลาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ