อาชีวะนร.ลดหวั่นปิดตัวเลขาฯอาชีวะชี้เรื่องใหญ่ต้องแก้ไข

สอศ.หวั่นอาชีวะเอกชนขนาดเล็กไปไม่รอด หลังสำรวจพบเกินครึ่งมีเด็กเรียนน้อยกว่า 500 คน และ 64 แห่ง มีเรียนแค่ 1-100 คน สั่งเร่งวิเคราะห์หาทางแก้

h7ai5a9fjbdbd5dad695i.jpg

วันที่ 23 ก.พ.59 นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจข้อมูลผู้เรียนในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนทั่วประเทศ 461 แห่ง พบว่ามีผู้เรียนทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รวม 287,184 คน ขณะที่สถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐ 425 แห่ง ซึ่งมีจำนวนสถานศึกษาน้อยกว่าเอกชน แต่กลับมีจำนวนผู้เรียนทั้งระดับ ปวช.และ ปวส.รวม 670,457 คน

นายชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เมื่อจำแนกสถานศึกษาเอกชนตามจำนวนนักเรียนพบว่ามีถึง 276 แห่ง หรือคิดเป็น 59% ของสถานศึกษาเอกชนทั้งหมดมีผู้เรียนน้อยกว่า 500 คน แบ่งเป็นสถานศึกษาที่มีผู้เรียน 1-100 คน จำนวน 64 แห่ง สถานศึกษาที่มีผู้เรียน 101-200 คน จำนวน 63 แห่ง สถานศึกษาที่มีผู้เรียน 201-300 คน จำนวน 58 แห่ง สถานศึกษาที่มีผู้เรียน 301-400 คน จำนวน 52 แห่ง และสถานศึกษาที่มีผู้เรียน 401-500 คน จำนวน 39 แห่ง ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ไขปัญหา เพราะหากปล่อยไว้อาชีวศึกษาเอกชนอาจจะต้องปิดตัวลง โดยเฉพาะอาชีวศึกษาเอกชนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยมากๆ

“ผมได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปวิเคราะห์ตัวเลขที่เหมาะสมว่าวิทยาลัยอาชีวศึกษา 1 แห่ง ควรจะต้องมีผู้เรียนขั้นต่ำกี่คนจึงจะอยู่รอด โดยจะไม่ใช้แนวทางการยุบรวมวิทยาลัยที่มีผู้เรียนน้อย แต่จะหาวิธีเพิ่มผู้เรียนในวิทยาลัยที่มีเด็กเรียนน้อย ซึ่งต้องลงไปดูเป็นรายจังหวัด เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีวิทยาลัยอาชีวศึกษารัฐบางแห่งรับเด็กโดยไม่จำกัดจำนวนทำให้เด็กไปเรียนวิทยาลัยอาชีวะเอกชนน้อย ดังนั้นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้คือ การจำกัดจำนวนการรับเด็กในวิทยาลัยอาชีวะรัฐ เพื่อเกลี่ยเด็กให้วิทยาลัยเอกชนมากขึ้น การเปิดห้องเรียนสาขาโดยให้ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชนที่มีชื่อเสียงและมีศักยภาพไปเปิดห้องเรียนสาขาในอาชีวะที่มีผู้เรียนน้อย การพัฒนาให้เป็นวิทยาลัยเฉพาะทาง เป็นต้น” นายชัยพฤกษ์กล่าว

ด้าน นายจอมพงศ์ มงคลวนิช นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.) กล่าวว่า จากที่ประชุมร่วมกันเมื่อเร็วๆ นี้ เห็นทิศทางการทำงานที่ชัดเจนว่าจะร่วมมือกันอย่างไร อาทิ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การพัฒนาบุคลากรและจะกำหนดแผนการรับนักเรียนด้วยกัน ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งประธานวิทยาลัยเอกชนประจำจังหวัดแล้วเพื่อทำงานร่วมวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมกัน กำหนดสัดส่วนการรับที่เหมาะสม

นายจอมพงศ์ กล่าวด้วยว่า กรณีที่วิทยาลัยเอกชนขนาดเล็กมีจำนวนนักเรียนน้อยและสุ่มเสี่ยงจะปิดตัวนั้นก็เป็นไปตามกลไกของตลาด ทั้งการรับนักศึกษาของภาครัฐที่มากขึ้น ในอดีตจำนวนประชากรซึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องนับสิบปี แต่จากนี้เมื่อมีแผนและข้อมูลชัดเจนว่าความต้องการคนเท่าไรสาขาอะไรก็จะทำให้การวางแผนผลิตของรัฐและเอกชนสอดคล้องมากขึ้น

นายอนุพงศ์ มกรานุรักษ์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ ในฐานะอุปนายก สวทอ.ดูแลกลุ่มอีสาน กล่าวว่า ในพื้นที่ 20 จังหวัดของภาคอีสานมีวิทยาลัยอาชีวเอกชนทั้งสิ้น 182 แห่ง ในจำนวนนี้เกินครึ่งที่พบว่ามีนักเรียนต่ำกว่า 500 คน ซึ่งปัญหาจำนวนเด็กลดนั้นสะสมต่อเนื่องมานับสิบปี ส่วนหนึ่งเพราะจำนวนประชากรลดลง แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากนโยบายเพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพทำให้วิทยาลัยของรัฐพยายามที่จะเพิ่มผู้เรียนให้ได้ตามเป้าที่กำหนด โดยเปิดรับเด็กมากกว่า 1 รอบ เวลานี้จะเห็นได้ว่าวิทยาลัยที่อยู่ในเมืองอย่างวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่กลุ่มวิทยาลัยเล็กๆ ที่กระจายอยู่ตามอำเภอเด็กลดลง

นอกจากนั้นยังพบปัญหาว่า เมื่อเด็กจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว โรงเรียนไม่ปล่อยเด็กออกมา แต่ดึงเด็กให้เรียนต่อชั้น ม.4 เด็กที่เรียนได้ก็ไม่มีปัญหา แต่เด็กที่เรียนไม่ไหวสุดท้ายก็ต้องออกกลางคัน หรือแม้แต่การที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขยายตัวมาเปิดในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ก็ส่งผลกระทบเช่นกัน

“หลายวิทยาลัยมีปัญหาจำนวนเด็กลดลง ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการควบรวมก็ทราบมาว่ามีบางวิทยาลัยเตรียมประกาศขายกิจการ แต่เวลานี้ควบรวมกันแล้วใช้โครงสร้างเดียวกันก็เชื่อว่าจะเกิดความร่วมมือกันได้มากขึ้น” นายอนุพงศ์กล่าว

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: