เสียงเพรียกเครือข่ายลุ่มน้ำอีสาน ถอนร่าง พ.ร.บ.น้ำ

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เสียงเพรียกเครือข่ายลุ่มน้ำอีสาน ถอนร่าง พ.ร.บ.น้ำ (ฉบับกรมทรัพย์ฯ) : โดย…เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน

cbhhk98ggdhbb6bhae7bb.jpg

หนาวลมโบราณเขาให้ห่มผ้า หนาวฟ้าเขาว่าให้ผิงไฟ…แต่หนาวแล้งนี่สิเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะห่มฟ้าหรือผิงไฟก็คงไม่มีวันหายหนาว

เรื่องน้ำ กำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญของมวลมนุษยชาติในประเทศไทยไปแล้วเวลานี้ เพราะแม้แต่รัฐบาลก็ยังไม่นิ่งนอนใจ เตรียมหามาตรการรับมือกันยกใหญ่ ส่วนจะแก้ตรงจุดตรงใจประชาชนหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อย่าง เสียงเพรียกเรื่องน้ำในภาคอีสาน ก็นับว่าน่าสนใจ

ทั้งนี้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่หลายคนเตรียมตัวเตรียมใจสนุกสนานกับช่วงเทศกาลปีใหม่ ทว่า เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน, คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน(กป.อพช.อีสาน), สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมตัวแทนชาวบ้านลุ่มน้ำมูล น้ำชี น้ำพอง แก่งละว้า กว่า 50 คน แถลงข่าว “หยุดเหยียบย่ำ พ.ร.บ.น้ำ (ฉบับประชาชน)”

โดย สิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือประชาชนลุ่มน้ำอีสาน กล่าวว่า การป้องกันและการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง จะต้องให้คนในท้องถิ่นในลุ่มน้ำนั้นๆ เข้าไปมีส่วนร่วม แต่เนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติน้ำ ฉบับของกรมทรัพยากรน้ำ ในสายตาของตนเป็นการรวบอำนาจ ให้อำนาจแก่รัฐในการจัดสรรแล้วก็บริหารจัดการน้ำ และจากการติดตามศึกษามาตลอดพบว่า ฉบับของกรมทรัพยากรน้ำไม่ได้มีการเปิดให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ฉะนั้น ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ จึงเป็นการลิดรอนสิทธิการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อชุมชนของคนลุ่มน้ำในอีสานอย่างชัดเจน

ถ้าร่างพ.ร.บ.น้ำ (ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ)ผ่าน ก็จะเป็นการให้อำนาจรัฐในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเราไม่เห็นด้วยแน่นอน เช่น ในมาตรา 6 ของร่าง พ.ร.บ.น้ำ (ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ) เขาเขียนไว้ว่า “รัฐจะมีอำนาจพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ โดยสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแหล่งน้ำ หรือขยายพื้นที่ของแหล่งน้ำนั้นได้” เพราะฉะนั้นแค่เรื่องมาตรา 6 ของกรมทรัพยากรน้ำ ก็เป็นการให้อำนาจรัฐในการที่จะเปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำต่างๆ โดยที่ไม่ไปฟังเสียงประชาชน ไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น ไม่ได้ศึกษาผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดเห็นได้ชัด อย่างเช่นในลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี เราจะเห็นว่าขบวนการอย่างนี้มันเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งถ้าหาก พ.ร.บ.น้ำ (ฉบับของกรมทรัพยากรน้ำ)ถูกประกาศใช้จริง มองว่าคนอีสานจะได้รับผลกระทบมากเพราะว่าวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำนั้นเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันโดยตรง ใครจะมาตัดขาดจากกันไม่ได้ นับตั้งแต่การดำรงชีวิตโดยการเกษตร และวิถีการหาปลา ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อเสนอการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของภาคประชาชน ผ่านร่างพระราชบัญญัติน้ำ พ.ศ….(ฉบับประชาชน)ขึ้นมา ซึ่งร่างพ.ร.บ.น้ำภาคประชาชนจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นว่า คุณมีสิทธิในการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับชุมชนอย่างไรบ้าง และเป็นกฎหมายที่ให้คนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง โดยไม่เบี่ยงเบนจากหลักการของคนในท้องถิ่น ดังนั้นเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน จึงมีข้อเสนอคือ “ให้รัฐบาลถอดร่างพระราชบัญญัติ พ.ร.บ.น้ำ พ.ศ…(ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ)ออกทันที”

เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม หรือแสดงความคิดเห็น การที่จะนำร่างพ.ร.บ.ฉบับกรมทรัพยากรน้ำไปพิจารณา ถือว่าไม่มีความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน ในขณะที่เครือข่ายลุ่มน้ำในภาคอีสานยังสนับสนุนรูปแบบในการจัดการน้ำของชุมชนที่เปิดให้ชุมชนเข้าถึงทรัพยากร ในการอนุรักษ์ และฟื้นฟูระบบนิเวศในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ

ขณะที่ ปัญญา คำลาภ จากสมาคมคนทาม กล่าวว่า สถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำมูล ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 2558 ก็เริ่มมีการขุดลอกแม่น้ำมูลในเขตอำเภอราษีไศล ซึ่งชาวบ้านและคนในพื้นที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆ ก็มีรถแม็คโคร มีรถขนเครื่องจักรกลหนักจากผู้รับเหมาลงมา แล้วก็มาลุยกันเลย โดยที่เทศบาล อบต. ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอ ไม่รู้เรื่อง ชาวบ้านก็เลยเกิดคำถามว่าใครมาทำอะไร ? เพราะมันเกิดผลกระทบโดยตรงกับชาวบ้าน

เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าทรัพยากรธรรมชาติริมฝั่งถูกทำลายโดยเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ จากริมฝั่งทามที่เคยอุดมสมบูรณ์ มีป่าบุ่งป่าทามเป็นแหล่งหาอยู่หากินของคนในพื้นที่ หาของป่า หาไข่มดแดง หามันแซง หาหน่อไม้ และที่สำคัญยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา ปลาจากแม่น้ำมูลจะอุดมสมบูรณ์มากเพราะว่ามีระบบนิเวศชายฝั่งที่ปลาทุกชนิดอยู่ได้ มีการวางไข่ มีการหาอาหาร แต่พอโครงการทำเสร็จแล้วจะเห็นว่าทุกอย่างโล่งเตียน แล้วที่แปลกประหลาดก็คือมีป้ายโปรดรักษาป่าชุมชน แต่มีการเผา มีการโค่นต้นไม้ลง และไม่เห็นมีใครออกมารับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้น คิดดูถ้ามีพ.ร.บ.น้ำโดยให้อำนาจการจัดการอยู่ที่รัฐออกมาบังคับใช้อะไรจะเกิดขึ้น

ด้าน อกนิษฐ์ ป้องภัย กรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน กล่าวว่า แนวโน้มการบริหารจัดการน้ำของรัฐเชื่อว่าจะพัฒนาเป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่อตอบสนองการขยายตัวของเมือง เกษตรกรรมรายใหญ่ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และภาคอุตสาหกรรม เพราะว่าแนวโน้มการพัฒนาประเทศมันจะเป็นแบบนั้น ดังนั้น การขุดลอกริมฝั่งแม่น้ำก็เพื่อให้แหล่งน้ำมันกว้างขึ้น เก็บน้ำได้เยอะขึ้น อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ภาคประชาชนเป็นกังวลในเรื่องของการให้อำนาจรัฐที่มีมากเกินไป

เพราะฉะนั้นจะต้องให้อำนาจแก่ประชาชนที่จะออกแบบว่าจะแบ่งน้ำอย่างไรให้เหมาะสมกับความต้องการของประชาชนด้วย และในร่าง พ.ร.บ.น้ำ (ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ) จะพูดไม่ค่อยชัดในเรื่องของสิทธิในการใช้น้ำ ยังไม่มีการลงรายละเอียด แต่ในส่วนของภาคประชาชนจะให้ประชาชนมีสิทธิในการที่จะพิจารณาว่าจะแบ่งน้ำอย่างไร? จะทำอย่างไรถึงจะไม่มีผลกระทบกับสิทธิชุมชน เช่น กรณีของแม่น้ำมูล สิทธิของประชาชนระบุไว้ชัดเจนเลยว่า ให้มีสิทธิร่วมพิจารณาว่าโครงการนี้มีผลกระทบกับสิทธิชุมชน แล้วก็เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และรับแจ้งผลพิจารณาได้เลยในกฎหมายภาคประชาชน

ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าข้อเสนอของภาคประชาชนอีสานจะได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากน้อยแค่ไหน หาไม่แล้วก็ยากที่จะซื้อใจประชาชนได้ อย่างดีก็ถูกข้าราชการหลอกให้เห็นดีเห็นงามไปวันๆ เท่านั้น

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: