ทางออกหลังภัยพิบัติที่พ้อแดงการร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน

ทางออกหลังภัยพิบัติที่”พ้อแดง”การร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน : รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

9djjf9abdfa8cgjcgbdb7.jpg

หากผู้อ่านได้มีโอกาสเดินทางลงภาคใต้ บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41 จะเห็นจุดซื้อ-ขายผลไม้ขนาดใหญ่ของภาคใต้ ที่มีทั้งทุเรียน มังคุด ลองกอง หรือแม้แต่พืชพื้นถิ่นอย่างสะตอ ก็สามารถทราบโดยทันทีอย่างไม่ต้องสงสัยว่า ที่นี่คือ อ.หลังสวน จ.ชุมพร เมืองที่อุดมไปด้วยผลผลิตทางเกษตรกรรม ประเพณี “แห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง” บน “แม่น้ำหลังสวน” สายน้ำขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตคน และยังเป็นเมืองประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกฐานะเป็นเมืองจัตวา และยังเคยเป็นจังหวัดหนึ่งของ “มณฑลชุมพร” ในอดีต เมืองหลังสวน เติบโตอย่างรวดเร็ว ปีไหนผลไม้ราคาดี โดยเฉพาะทุเรียน ก็จะสร้างรายได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันให้แก่ชาวหลังสวนเลยทีเดียว แต่ความเจริญอย่างไร้การวางแผนก็ได้สร้างปัญหาแก่คนหลังสวนบางส่วนอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะการสร้างตึกรามบ้านช่อง การถมที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารของคนในตลาด มันกลับทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มรอบเมืองหลังสวนประสบปัญหา โดยเฉพาะ “อุทกภัย” ต.พ้อแดง เป็นตำบลที่ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวอำเภอ เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยจนเรียกได้ว่า เป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว… อรุณ คงสุวรรณ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดง และ สมชัย รอดอุนา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านดอนม่วง พร้อมพี่น้องพ้อแดงอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งที่เป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนและคนในตำบล ตั้งวงสนทนาอย่างเป็นกันเอง ถึงปัญหาความต้องการของคนในพื้นที่ภายใต้เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 นับเป็นการประชุมตามกฎหมายที่เป็นกันเองที่สุด ตามอัตลักษณ์ของพี่น้องในพื้นที่ “ผู้ใหญ่สมชัย” เล่าให้ฟังว่า พ้อแดงเป็นชุมชนเก่าแก่ก่อนเมืองหลังสวนมีวัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 350 ปี และเป็นวัดแรกของ จ.ชุมพร คือ วัดคงคาราม หรือวัดบางกา ลักษณะทั่วไปของพ้อแดง มีคลองโดยรอบหลักๆ ถึง 4 สาย ได้แก่ คลองบางกา คลองหนองหลวง คลองน้ำขาว และคลองราง วิถีชีวิตของคนพ้อแดงในอดีต ส่วนใหญ่เป็นเครือญาติกัน มีอาชีพทำนา และการทำสวนผลไม้ในลักษณะสวนสมรม เช่น เงาะ มังคุด ลางสาด จนกระทั่งมาถึง พ.ศ.2540 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของคนแถบนี้ ชื่อว่า “พายุซีต้า” ได้สร้างความเสียหายให้แก่พี่น้องชาวพ้อแดงอย่างที่เรียกได้ว่า ประเมินมูลค่าไม่ได้ อุทกภัยในครั้งนั้นยังเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนพ้อแดงไปโดยปริยายอีกด้วย อรุณ คงสุวรรณ เล่าให้ฟังต่อว่า พื้นที่พ้อแดงมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ เป็นแก้มลิงตามธรรมชาติในการรับน้ำจากตัวเมืองหลังสวน ซึ่งจะมีน้ำท่วมขังในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมทุกปี ดังนั้นการสร้างบ้านจึงเป็นแบบยกสูง หรือมีใต้ถุนบ้าน เป็นการแก้ไขปัญหาตามบริบทของพื้นที่ และจะสังเกตได้ว่า มีเรือขนาดเล็กแทบทุกบ้านไว้ใช้ในยามน้ำท่วม ซึ่งจริงๆ แล้ว ข้อดีของการเกิดอุทกภัยในพื้นที่คือ ทำให้เกิดการรวมตัวของแหล่งอาหารที่สำคัญ คือ “แม่ปลา” เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กที่จะมาพร้อมกับสายน้ำหลัก จึงทำให้สายคลองของพ้อแดงยังคงความอุดมสมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน “อรุณ” เล่าด้วยว่า พ้อแดงมาถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ช่วงหลัง “พายุซีต้า” พ.ศ.2540 เมื่อชาวบ้านเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำนาข้าวมาเป็นการปลูกปาล์ม และพืชเชิงเดี่ยว โดยการส่งเสริมของรัฐบาล ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ พ้อแดงไม่มีนาข้าวเหลืออยู่นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และยังส่งผลให้ระบบนิเวศชุมชนเปลี่ยนไป เพราะมีการใช้สารเคมีมากขึ้น กุ้ง หอย ปู ปลา น้อยลง จะหาปลามาต้มแกงก็ใช้เวลาหานานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ในช่วงหลัง พ.ศ.2540 เป็นต้นมา ยังมีการตัดไม้ทำลายป่าบนป่าต้นน้ำพะโต๊ะอย่างรวดเร็ว อีกทั้งมีการถมที่ดินเพื่อสร้างบ้านเรือน และกิจการในเขตเมืองเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ปัญหาอุทกภัยที่ชาวบ้านเคยรับมือได้ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะแก้ไข เพราะแทนที่น้ำจะมาอย่างช้าๆ มันกลับกลายเป็นว่า น้ำมาอย่างรวดเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2555 เกิดอุทกภัยในพื้นที่ภายในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง น้ำขึ้นสูงเกือบ 4 เมตร ชาวบ้านเองก็ตระหนักในปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี จึงได้ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดงเป็นเวทีปรึกษาหารือในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จำนวน 5 หมื่นบาท ผนวกกับการสมทบของพี่น้องในพื้นที่ รวมแล้วก็ประมาณ 8 หมื่นบาท ในการจัดการกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับผู้นำจนไปถึงพี่น้องทั่วไป มีการดำเนินการจัดทำข้อมูลพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในชุมชน พื้นที่เสี่ยงภัย พี่น้องที่ได้รับผลกระทบ รวมไปถึงการจัดทำ “แผนที่ทำมือ” หรือ “แผนที่ชุมชน” ด้วยตัวเอง มีการรับรองข้อมูลชั้นต้นจากประชาคมของคนพ้อแดงเอง ทำให้ระบบข้อมูลชุมชนมีความชัดเจนและแม่นยำมากขึ้น หลังจากนั้น จึงมีการจัดทำแบบสอบถาม ให้อาสาสมัครออกเดินสำรวจในตำบลเพื่อจัดทำฐานระบบข้อมูลจีไอเอส เกี่ยวกับข้อมูลชุมชน ผู้ได้รับผลกระทบจากหนักไปหาเบา เส้นทางการอพยพ รวมทั้งการจัดการศูนย์ภัยพิบัติสำหรับผู้ประสบภัย กองทุนภัยพิบัติ อบรมอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติเป็นประจำ จัดหาอุปกรณ์ วิทยุสื่อสาร เพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างเป็นระบบที่สุดและทันท่วงที อีกทั้งร่วมประเมินสถานการณ์ต่างๆ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกพื้นที่เป็นระยะ มีโอกาสเยี่ยมชม “โรงน้ำดื่มชุมชน” ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2533 โดยใช้แหล่งน้ำจากบ่อบาดาลสะอาดในชุมชน และบริหารงานโดยสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดง ถือได้ว่าเป็นธุรกิจชุมชนที่ประสบความสำเร็จอย่างดี พี่น้องพ้อแดงและตำบลข้างเคียงสามารถอุปโภค บริโภคน้ำสะอาดได้ปริมาณ 20 ลิตร ในราคาเพียง 5 บาท เพราะแต่เดิมพี่น้องส่วนใหญ่จะอุปโภค บริโภค น้ำจากบ่อที่ขุดใช้กันในครัวเรือน แต่ด้วยการเจริญเติบโตที่มากขึ้น พี่น้องเองก็ตระหนักดีกับปัญหาสารปนเปื้อนที่มากับน้ำจากการเจริญเติบโตของเมืองหลังสวน ซึ่งถือเป็น “ภัยพิบัติทางน้ำแบบผ่อนส่ง” ก็เรียกได้ “อรุณ” เล่าว่า นอกจากจะทำงานเรื่องการจัดการภัยพิบัติแล้ว ก้าวต่อไปสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดงมีแผนงานโครงการในการพัฒนาพื้นที่รูปธรรมระบบเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง ในช่วงต้นปี 2559 โดยการบูรณาการกลุ่มทุนในชุมชน เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพร่วมกัน และนำผลที่เกิดขึ้นเสนอแผนงานต่อหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้คนพ้อแดงเกิดความยั่งยืนสูงสุด คนรุ่นหลังสามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอก ภายใต้วิถีและภูมิปัญญาของชุมชน “ตอนนี้เรามีทุนอยู่ในตำบลหลายอย่าง พื้นที่ของเรายังอุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณไม้นานาชนิด มีสายน้ำ มีกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่เกิดจากการรวมกลุ่มของพี่น้องในตำบล มีกองทุนชุมชน มีโรงน้ำดื่มของตำบล ฯลฯ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เชื่อมโยงให้เป็นหนึ่งเดียว โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดง จึงเชื่อมั่นว่า ชาวพ้อแดงจะจับมือกันไปสู่ความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชนฐานรากในที่สุด” ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดงกล่าวด้วยความหวัง

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: