เล็กแต่เจ๋งร.ร.วัดงิ้วเฒ่าคุณภาพแน่นผ่านประเมินสมศ.

เล็กแต่เจ๋ง”โรงเรียนวัดงิ้วเฒ่า”พัฒนาจริง คุณภาพแน่น ผ่านประเมินสมศ. : ชุลีพร อร่ามเนตร

dhjk7ck5ciaie87f879dc.jpg

คงต้องปรับมือดังๆ ให้ “โรงเรียนวัดงิ้วเฒ่า อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่” โรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสามในระดับดี ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) (องค์การมหาชน) ทั้งที่ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กเป็นกลุ่มโรงเรียนที่มีผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสามไม่ผ่านการประเมินมากที่สุด ล่าสุด สมศ. นำทีมโดย ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการ สมศ.ได้นำคณะสื่อมวลชนพร้อมด้วยผู้บริหารลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนดังกล่าวซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน 106 คน และมีครู 12 คน “โรงเรียนวัดงิ้วเฒ่า” อีกหนึ่งโรงเรียนขยายโอกาสที่ตั้งอยู่บนดอย ห้อมล้อมไปด้วยทิวเขาและมีระยะทางห่างไกลจากเมืองค่อนข้างมากใช้เวลาประมาณ 3 ชม.กว่าจะถึง แต่ถ้าถามเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนแล้วแม้จะมีครูจำนวนจำกัดแถมยังขาดแคลนครูในสาขาหลักๆ อย่าง วิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ครูทั้ง 12 คน ก็พยายามพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน โดยนำผลการประเมินของ สมศ.ไปพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายเด็ดดวง ชมศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดงิ้วเฒ่า กล่าวว่า โรงเรียนวัดงิ้วเฒ่า เป็นสถานศึกษาขยายโอกาส ในชุมชนที่นักเรียนเป็นคนพื้นเมือง ลีซอ และกะเหรี่ยง อยู่ร่วมกัน ซึ่งในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกในรอบสอง ได้รับการประเมินในระดับพอใช้ใน 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 6 ผู้เรียนมีทักษะการแสวงหาความรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มาตรฐานที่ 4 ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ มีความคิดสร้างสรรค์ และการมีวิสัยทัศน์ มาตรฐานที่ 9 ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งจากการประเมินในครั้งนั้น โรงเรียนได้รับการแนะนำจากผู้ประเมินของ สมศ. ในการนำเอาจุดที่ควรพัฒนาของโรงเรียนมาปรับเป็นยุทธศาสตร์ของโรงเรียน เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ส่งผลให้ผู้เรียนได้มีทักษะในการแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย นอกจากการเรียนการสอนตามหลักสูตรแล้ว โรงเรียนยังได้สร้างความมีส่วนร่วมกับชุมชนด้วยการให้ “สล่า” หรือช่างผู้ชำนาญการแกะสลักไม้สัก มาสอนวิชาแกะสลักไม้สักให้แก่นักเรียนในวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่นักเรียน รวมทั้งยังส่งเสริมให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมนอกห้องเรียนโดยสนับสนุนการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของล้านนาจากปราชญ์ชุมชนในหมู่บ้าน เช่นการขับซอ (การร้องเพลงขับลำนำของภาคเหนือ) กลองสะบัดชัย และการฟ้อนต่างๆ อันเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นของภาคเหนือ ด้วยเหตุนี้จากการพัฒนาสถานศึกษาทุกด้านทั้งหมด ครูธนิกานต์ ทาอ้าย ครูประจำโรงเรียนวัดงิ้วเฒ่า เล่าว่า การจะพัฒนาโรงเรียนให้ดีขึ้นได้ ครูทุกคนในโรงเรียนต้องช่วยกันในการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่เด็ก ไม่ว่าจะเป็น การทำความเข้าใจวิชา หรือการผลิตสื่อ และหาวิธีให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง โรงเรียนจะมีปัญหาเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กด้อยโอกาส ทางโรงเรียนได้พยายามหาทางแก้ปัญหา จึงได้นำข้อเสนอแนะของ สมศ.มาปรับใช้ โดยให้นำระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (ดีแอลทีวี) หรือครูตู้มาใช้ ซึ่งเมื่อนำมาใช้ ช่วยทำให้ผลการเรียนของเด็กดีขึ้น “ครูมีจำนวนจำกัด ทำให้ไม่สามารถสอนเด็กได้เต็มที่ อีกทั้งครูต้องสอนทุกวิชา บางวิชาก็ไม่ถนัด ไม่เข้าใจ ทางโรงเรียนจึงจัดประชุมครู เพื่อทำความเข้าใจกับครู ถามถึงปัญหา และเรียนรู้ที่จะร่วมกันแก้ปัญหา วางแผนการสอนร่วมกัน ซึ่งเราโชคดีที่ครูพักอยู่ที่โรงเรียนหลังเลิกเรียนมีเวลาในการทำงานร่วมกันจนทำให้เกิดโครงการพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นโครงการระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน จัดติววิชาต่างๆ หลังเลิกเรียน โดยเด็กประถมเน้นอ่านออกเขียนได้ เพื่อสร้างรากฐานการเรียนรู้ ส่วนมัธยมศึกษาเน้นเรียนรู้ตามศักยภาพของเด็กเอง” การสอนที่ดีที่เหมาะกับเด็กต้องสอนให้เด็กสนุก คิด และอยากเรียนรู้ด้วยตัวเอง “ครู” ทำหน้าที่วางแผนการสอน จัดหาสื่อผลิตสื่อที่เหมาะสมกับเด็ก เสริมพัฒนาการของพวกเขา ครูธนิกานต์ เล่าต่อว่า โรงเรียนมีโครงการดีๆ เยอะมาก แต่ไม่มีการประเมิน และครูยังไม่เข้าใจ เมื่อเราสร้างความเข้าใจให้แก่ครู อย่างการพาไปพบผู้ปกครอง เพื่อดูสภาพความเป็นอยู่ของเด็ก ทำให้เขาเข้าใจเด็ก และสิ่งที่พบ คือ ผู้ปกครองพร้อมสนับสนุนครู ดังนั้น เมื่อโรงเรียน ครูต้องการให้เด็กซื้อหนังสือเรียนดีๆ เพื่อนำมาสอนผู้ปกครองก็ยินดีเสียเงินเพื่อให้ลูกเขาได้เรียนอย่างเต็มที่ครู จึงต้องเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดการเรียนการสอน วางแผน และร่วมมือกัน อีกทั้งรู้จักสร้างเครือข่ายผู้ปกครองให้เข้ามามีส่วนร่วมในระบบการศึกษา “ปัญหาการเรียนของเด็กไม่ใช่เรื่องยากที่จะแก้ ถ้าครูทุกคนใส่ใจ พร้อมใจ และเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก รู้จักวางแผนการเรียนหลากหลาย เมื่อสงสัยต้องค้นคว้า ผลิตสื่อเพื่อเด็ก และรู้จักใช้ครูตู้ให้เกิดประโยชน์ ทุกครั้งหลังเรียนจากครูตู้ ครูต้องเพิ่มเติม กระตุ้นให้เด็กเกิดความสงสัย คิดทุกครั้ง ปัจจุบันโรงเรียนมีครูครบทุกชั้นถึงแม้จะไม่ครบทุกวิชา แต่มีครูที่มีใจช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็ก และโรงเรียน” น้องแสตมป์ ด.ช.จิรายุ เหล็กลา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่าว่า เขามีความสุขมากที่ได้มาเรียนที่นี้ เพราะที่โรงเรียนแม้จะอยู่ห่างไกลแต่มีอปุกรณ์การเรียนการสอน สื่อต่างๆ ให้พวกเขาได้ลองเรียน เล่น สนุก และเข้าใจบทเรียนในแต่ละวิชา โดยเฉพาะครูตู้ ที่มีโจทย์คำถามให้พวกเขาได้คิด เรียนไม่ต่างจากเพื่อนๆ ในเมืองแถมพอเขาไม่เข้าใจก็สามารถถามครูได้ มีภาพเคลื่อนไหวทำให้มีความสุข สนุก อยากให้โรงเรียนมีสื่อการเรียนการสอนมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้นำมาพัฒนา เรียนรู้ ฝึกฝนทักษะของตนเอง บริบทของสถานศึกษาขนาดเล็กส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในพื้นที่นอกเขตเมือง หรือในพื้นที่ห่างไกลนักเรียนส่วนใหญ่มีพื้นเพมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน นอกจากนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีค่านิยมส่งบุตรหลานไปศึกษาในอำเภอเมืองหรือตัวจังหวัดหรือโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมมากกว่า ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กไม่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาเท่าที่ควร ศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าวปิดท้ายว่า 5 ปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสถานศึกษาขนาดเล็ก คือ 1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับต่ำ 2.ขาดแคลนงบประมาณ 3.จำนวนบุคลากรครูมีไม่เพียงพอ 4.ขาดระบบข้อมูลสารสนเทศที่มีคุณภาพ และ 5.สถานศึกษาขาดการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกมาใช้ปรับปรุงพัฒนา การประเมินของ สมศ. นั้นเป็นไปเพื่อการตรวจสอบยืนยันสภาพจริงในการดำเนินงานของสถานศึกษา จึงอยากฝากสถานศึกษาให้นำข้อเสนอแนะจากการประเมินของ สมศ.ไปวางแผนการดำเนินงานของสถานศึกษา พิจารณาบริบทและสถานการณ์ของโรงเรียน

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

%d bloggers like this: