กลเกมเจรจา

bke9ba6kbd8ji7b6jiji6.jpg

กว่า 2 อาทิตย์ที่ตัวแทน 195 ประเทศร่วมประชุมกันอย่างเข้มข้น เพื่อหาข้อสรุปว่าจะช่วยกันลดโลกร้อนอย่างไร ? จนกระทั่งคืนสุดท้าย 13 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีการประกาศสาระสำคัญของ “ข้อตกลงว่าด้วยการลดก๊าซเรือนกระจก” หรือ ข้อตกลงปารีส 2015 (The Paris Agreement 2015) ทั้งหมด 7 ข้อด้วยกัน สร้างความยินดีปรีดาให้แก่ผู้นำหลายประเทศเพราะถือเป็นครั้งแรก ที่มีข้อตกลงเป็นรูปธรรมหลังจากถกเถียงกันมาหลายปี…

“คอป 21” (Conference of Parties : COP 21) เป็นการประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จัดขึ้นเป็นปีที่ 21 ณ กรุงปารีส วันที่ 30 พฤศจิกายน-12 ธันวาคม 2558 ผู้เข้าร่วมทั้งตัวแทนรัฐบาล องค์กรเอกชน เอ็นจีโอคาดว่าไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน เป้าหมายปีนี้คือทำอย่างไรถึงจะควบคุมหรือจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส นับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายความว่าที่ผ่านมาเกือบ 100 ปี อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 0.6-0.8 องศา หากปล่อยให้เพิ่มแบบนี้ไปเรื่อยๆ เชื่อว่าอีก 100 ปีข้างหน้าจะสูงเกิน 4 องศา ส่งผลให้ภูมิอากาศแปรปรวน ภูเขาน้ำแข็งละลายทำให้เกิดน้ำท่วมหลายประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหิมะในเทือกเขาหิมาลัยอาจละลายหมด หากอุณหภูมิเพิ่มอีก 5 องศา

ทั้งนี้ สาระสำคัญ 7 ข้อที่ประกาศออกมา ได้แก่ 1.ภายใน 85 ปีข้างหน้าหรือปี 2100 ทุกประเทศจะช่วยกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น เพื่อ ควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มถึง 2 องศาเซลเซียส และไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ในระยะยาว 2.ช่วงปี 2020-2025 ประเทศยักษ์ใหญ่จะสนับสนุนเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท ให้แก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่อช่วยสนับสนุนให้ใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือลดการทิ้งขยะ ลดการเผาไหม้จากภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรรม ฯลฯ

3.ทุกประเทศสัญญาว่าจะรับผิดชอบร่วมกัน ลด “ปล่อยก๊าซเรือนกระจก” 4.ภายในปี 2050 จะพยายามเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนฯ 5.ประเทศพัฒนาต้องช่วยเงินสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง 6.นับจากปี 2023 ทุกๆ 5 ปี จะมีการประเมินคำมั่นสัญญาลดโลกร้อนของทุกประเทศได้ทำตามคำสัญญาที่ตกลงกันไว้หรือไม่ และข้อสุดท้าย 7.ทุกประเทศจะตระหนักและช่วยกันแก้ไขรวมถึงลดความเสียหายจาก “ภูมิอากาศแปรปรวน”

รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าข้อสรุป 7 ประการข้างต้น เป็นข้อตกลงผูกมัดผู้นำทุกประเทศอย่างเป็นรูปธรรม แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โดยเฉพาะอเมริกาที่สัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ลงถึงประมาณร้อยละ 26-28 ภายในปี 2025 ส่วนจีนตกลงว่าจะเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงสะอาดเพื่อลดโลกร้อนร้อยละ 20 ภายในปี 2030 เนื่องจากที่ผ่านมาทั้ง 2 ประเทศไม่เคยรับปากว่าหรือมีนโยบายชัดเจนว่าช่วยลดโลกร้อนอย่างไร

การประชุมในค่ำคืนก่อนประกาศข้อสรุปนั้น ใช้เวลายาวนานถึง 16 ชั่วโมง เนื่องจากตัวเลขควบคุมโลกร้อน 2 องศาเซลเซียส สร้างความไม่พอใจให้ประเทศที่เป็นหมู่เกาะเล็กๆ เพราะพยายามเสนอว่าต้องควบคุมให้ได้ 1.5 องศาเซลเซียส เนื่องจากประเทศกรีนแลนด์เคยสร้างแบบจำลองสภาพภูมิอากาศในอนาคต โดยทดลองว่าหากอุณหภูมิในเกาะกรีนแลนด์สูงเพิ่ม 3 องศา ธารน้ำแข็งจะละลายส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นประมาณ 7 เมตร กรีนแลนด์มีประชากร 5 หมื่นกว่าคน จะจมหายไปทันที เช่นเดียวกับ “หมู่เกาะมัลดีฟส์” ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ประกอบด้วยเกาะเล็กๆ ประมาณ 1,200 เกาะด้วยกัน เกาะเล็กๆ เหล่านี้จะจมน้ำไปด้วยหากอุณภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น เฉพาะ 15 ปีที่ผ่านมานี้ มัลดีฟส์วัดระดับการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลได้ถึง 4.5 เซนติเมตร และคาดว่าอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าอาจสูง 60 เซนติเมตร ถ้าอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ

สอดคล้องกับความเห็นของตัวแทนเครือข่ายเอ็นจีโอที่เฝ้าติดตามประท้วงการประชุมคอป 21 มองว่า ข้อตกลงนี้น้อยเกินไป การไม่ให้เพิ่มแค่ 2 องศาไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมากนัก และทุกอย่างเป็นเพียงคำสัญญาลอยๆ ไม่มีระบบการตรวจสอบหรือระบบการวัดชัดเจนว่าผู้นำประเทศเหล่านี้มีนโยบายลดโลกร้อนได้ผลจริงหรือไม่

ดังนั้นตัวเลข 2 องศาเซลเซียส ถึงมีประโยคต่อท้ายว่า “หากเป็นไปได้ให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส” เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นด้วยก่อนเปิดแถลงการณ์ให้สื่อมวลชนรับทราบข้อสรุป “ข้อตกลงปารีส 2015”

“ประเสริฐ ศิรินภาพร” ผอ.สำนักงานประสานการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมประชุมเจรจาตลอด 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เล่าให้ฟังถึงการประชุมครั้งนี้ว่า มีการถกเถียงใน 3 ประเด็นสำคัญคือ 1 การควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส กับ 1.5 องศาเซลเซียส แม้เป็นตัวเลขแค่ 0.5 องศาเซลเซียส แต่จะส่งผลต่อภูมิอากาศและการละลายของน้ำแข็ง ทำให้ประเทศที่เป็นหมู่เกาะพยายามเรียกร้องให้ควบคุมมากกว่านี้ ส่วนประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องของเงินบริจาค เพราะหลายประเทศมองว่า 3.6 ล้านล้านบาทน้อยเกินไป และต้องจ่ายทุกปีเริ่มจาก ปี 2020 ส่วนประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องของการตรวจสอบหรือการทำรายงานความคืบหน้า ว่านโยบายที่แต่ละประเทศให้คำสัญญาว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกนั้น จะต้องทำรายงานเสนอในทุก 5 ปี และอาจมีการปรับเปลี่ยนตัวเลขหรือนำเสนอตัวเลขใหม่ได้

“การประชุมปีนี้สำคัญมีข้อเสนอชัดเจน และตัวแทนระดับรัฐมนตรีของหลายประเทศมาเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยๆ ทำให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ไม่เหมือนการประชุมที่ผ่านมาหลายปีไม่ค่อยมีอะไรชัดเจนมากนัก ถือว่ารัฐบาลปารีสทำได้ดี เอาจริงเอาจัง ส่วนประเทศไทยไม่ได้เป็นตัวการสำคัญในการก่อภาวะโลกร้อน ข้อเสนอที่ยื่นไปก่อนหน้าประชุม ก็คงยืนยันเหมือนเดิมว่า จะลดก๊าซเรือนกระจก ในช่วงระหว่างร้อยละ 7-20 ภายในปี 2030 และอาจเพิ่มถึงร้อยละ 25 ได้ ถ้ามีการสนับสนุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยีจากประเทศอื่น โครงการตอนนี้คือ เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน ปีละ 5,000 ไร่ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองใหญ่ไม่น้อยกว่า 10 ตารางเมตรต่อคน เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 25 พยายามลดการใช้ขยะให้ไม่เกินคนละ 1 กิโลกรัมต่อวัน” ผอ.ประเสริฐ กล่าว

หลายคนตั้งคำถามว่า หากเป็นคนไทยทั่วไป อยากลดโลกร้อนจะทำอย่างไรได้บ้าง ?

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบทางเดินหายใจ แนะนำว่า ที่ผ่านมาคนทั่วโลกทำให้เกิดภาวะโลกร้อนโดยไม่จำเป็น คือการเผาธูปก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ในแต่ละปีพบว่ามีการเผาธูปทั่วโลกอย่างน้อย 6 แสนตันต่อปี เฉพาะคนจีนเผาธูปประมาณ 3 แสนตันต่อปี จากการศึกษาควันธูปพบสารก่อมะเร็ง 3 ชนิด ได้แก่ เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน ธูป 1 ดอกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 325 กรัม และก๊าซมีเทน 7 กรัม และมีสารพิษก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งในระบบเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ฯลฯ

“คนไทยทุกคนช่วยลดโลกร้อนได้ ด้วยการไม่จุดธูป ไม่เผากระดาษเงินกระดาษทอง เผาขยะ เผาหญ้า บุหรี่ จุดพลุ จุดดอกไม้ไฟ เวลาเผาศพไม่ควรเผาดอกไม้จันทร์หรือเผาอย่างอื่นมากมายไปด้วย ขอให้ช่วยกันคิด ว่าเราจำเป็นต้องจุดธูปหรือไม่ เราไปตัดไม้มาทำเป็นธูป ยิ่งทำให้โลกร้อนโดยไม่จำเป็น และทำลายสุขภาพคนจุดด้วย คนไทยแต่ละปีเผาธูปน่าจะไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นตัน ถ้าทุกคนช่วยกันลดจะช่วยลดโลกร้อนได้แน่ๆ” นพ.มนูญ กล่าวแนะนำทิ้งท้าย

‘ต้นทุนชีวิต’โรงไฟฟ้าถ่านหินไทย

“กรีนพีซ” เสนอข้อมูลโรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย หลังจากรัฐมนตรีพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประกาศเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่รวมกำลังผลิต 7.3 กิกะวัตต์ ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ.2558-2579 (PDP2015)

รายงานจากกรีนพีซระบุว่า มลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทำให้เกิดฝุ่นละอองและโอโซนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรประมาณ 1,550 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอาจเพิ่มขึ้นถึง 5,300 คนต่อปี หากรัฐบาลไทยเดินหน้าขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในประเทศต่อไป

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: