สมพระเกียรติริ้วขบวนพระอิสริยยศสมเด็จพระสังฆราช

ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติริ้วขบวนพระอิสริยยศสมเด็จพระสังฆราช : สำนักข่าวเนชั่น โดยสุพินดา ณ มหาไชย

bga76acicc7iihdgdgk5a.jpg

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะมีขึ้นในช่วงเย็นของวันนี้ (16 ธ.ค.) ที่พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาส สุสานหลวง โดยช่วงเช้าจะมีริ้วขบวนพระอิสริยยศแห่พระโกศพระศพ จากวัดบวรนิเวศวิหาร ไปยังพระเมรุที่วัดเทพศิรินทราวาส เพื่อรอ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์มาพระราชทานเพลิง ในเวลา 16.30 น. ทุกขั้นตอนในงานพระศพครั้งนี้ จัดขึ้นอย่างสมพระอิสริยยศ และถูกต้องตามโบราณราชประเพณี เพื่อถวายความเคารพและน้อมถวายสักการะครั้งสุดท้าย คติความเชื่อการออกพระเมรุ คติความเชื่อเรื่องการออกพระเมรุนั้น พื้นฐานจากลัทธิเทวราชาในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งยึดถือว่า พระเจ้าแผ่นดินคือ องค์อวตาร ของ เทพเจ้า เมื่อพระองค์สวรรคตก็จะเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์เพื่อรวมกับพระผู้เป็นเจ้า เช่น พระศิวะ หรือพระวิษณุ ที่ประทับอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุถึงใช้คำราชาศัพท์ว่า สวรรคต หมายถึง การกลับสู่สวรรค์ การออกพระเมรุ จึงเป็นสัญลักษณ์แทนการส่งเสด็จกลับทิพยพิมาน ขบวนเสด็จอัญเชิญพระศพไปยังพระเมรุก็เป็นการจำลองการเสด็จสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทั้งเหล่าเทวดาอินทร์พรหมที่ตามมาแวดล้อมในการเชิญพระโกศพระศพ ส่วน พระเมรุ แทน เขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาลและภูมิทั้ง 3 แวดล้อมไปด้วยวิมานของท้าวจตุโลกบาล ป่าหิมพานต์ และมหานทีสีทันดร ขณะที่ ราชรถ ก็เป็นสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุเช่นกัน ที่ฐานของราชรถจะมีรูปพญานาค แทนมหานทีสีทันดร ถัดขึ้นมาเป็นรูปปครุฑ เทวดา คนธรรพ์ ที่อยู่ในป่าหิมพานต์ ส่วนพระโกศที่ประดิษฐานอยู่ด้านบน ก็คือยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่ประทับของเทพเจ้าประวัติการออกพระเมรุของสมเด็จพระสังฆราช ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ผู้คนทั่วไปไม่นิยมการเผาศพที่เมรุ หากก่อเชิงตะกอนเผาศพแทน แต่สำหรับงานพระศพของเจ้านายแล้ว จะมีการก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวขึ้นมาสำหรับการปลงพระศพ อย่างไรก็ตาม การออกพระเมรุท้องสนามหลวงนั้น จะใช้กับเจ้านายชั้น เจ้าฟ้า ขึ้นไปเท่านั้น เจ้านายชั้นรองมานิยมไปสร้างพระเมรุ เพื่อปลงพระศพที่นอกเมือง เพราะไม่มีสิทธิ์ที่จะออกพระเมรุที่ท้องสนามหลวง ส่วนจะใช้เมรุของวัดในการปลงพระศพนั้น ก็ปรากฏว่า วัดในเกาะรัตนโกสินทร์ใกล้พระบรมมหาราชวังนั้น ล้วนแต่เป็นวัดที่ไม่มีเมรุ จะต้องไปใช้เมรุของวัดสุทัศน์ ซึ่งในขณะนั้นถือว่าอยู่นอกเมือง หรืออาจจะใช้วิธีก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวนอกเมืองเพื่อปลงพระศพ ส่วนการออกพระเมรุของสมเด็จพระสังฆราชในช่วงต้นรัตนโกสินทร์นั้น จะมีการสร้าง เมรุผ้าขาว สำหรับพระราชทานเพลิงพระศพ เมรุผ้าขาว ลักษณะเป็นเมรุที่ขึ้นโครงเป็นรูปทรง เช่น อาคารก่ออิฐถือปูน แล้วใช้ผ้าขาวมาขึงให้ตึง หรือที่เรียกกว่า ดาดผ้าขาว มีลักษณะหลังคาแบบราบดาดด้วยผ้าขาวเป็นเมรุชั่วคราว ทั้งนี้ ในการพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งมาจากสามัญชนนั้น อนุมานว่า น่าจะใช้พระเมรุผ้าขาวเกือบทุกพระองค์ จนถึงพระสังฆราชองค์ที่ 7 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าวาสุกรี สุวัณณรังสี) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2396 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเมรุตามแบบของเจ้านาย สำหรับใช้พระราชทานเพลิงพระศพ เพราะทรงเป็นสังฆราชที่มาจากราชวงศ์พระองค์แรก โดยเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ถึง 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์) ซึ่งสิ้นพระชนม์พ.ศ.2435 และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสเทโว) ที่สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.2442 ประกอบกับในเวลาไล่เลี่ยกันมีเจ้านายชั้นสูงชิ้นพระชนม์อีก 5 พระองค์ รวมถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร อย่างไรก็ดี รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า การก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวสำหรับปลงพระศพเจ้านายแต่ละพระองค์เป็นการสิ้นเปลือง จึงให้ใช้พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า (ปัจจุบันเป็นสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์) เป็นที่ประดิษฐานพระศพ และก่อสร้างพระเมรุขนาดเล็กสำหรับพระราชทานเพลิงไว้ใกล้ๆ กัน หลังจากนั้นก็พระราชทานเพลิงพระศพไล่ตามพระอิสริยยศ เริ่มจากงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ก่อน เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2443 เนื่องจากทรงยกย่องในฐานะพระอุปัชฌายาจารย์ และยังเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรในรัชกาลที่ 2 ต่อด้วยงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร หลังเสร็จสิ้นงานพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านายแล้ว โปรดให้พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชสา ซึ่งมาจากสามัญชนบนพระเมรุเดียวกันเป็นกรณีพิเศษ ด้วยสมเด็จพระสังฆราชสาทรงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ในพระองค์ สำหรับการใช้พระเมรุที่วัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งเป็นสุสานหลวงนั้น เริ่มในสมัยรัชกาลที่ 8 ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ (ม.จ.ภุชงค์) สังฆราชองค์ที่ 11 ในพ.ศ.2481 แต่ก็เป็นการก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวขึ้นมาเช่นเดียวกัน จนถึงพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 13 ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ.2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการก่อสร้างพระเมรุปูนขึ้นถวาย เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในออกพระเมรุ พระเมรุถาวรนี้ใช้สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน รวมแล้วมีสมเด็จพระสังฆราชที่ออกพระเมรุที่วัดเทพศิรินทราวาส 9 พระองค์ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการสร้างพระเมรุปูนเพื่อปลงพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้าขึ้น ธรรมเนียมการใช้เมรุปูนจึงแพร่หลายเป็นที่นิยมในคนทั่วไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ริ้วขบวนพระอิสริยยศ ริ้วขบวนพระอิสริยยศของสมเด็จพระสังฆราชนั้น เทียบได้กับริ้วขบวนของเจ้านายชั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ (พระองค์เจ้าชั้นเอก) มีจำนวนไพร่พล เครื่องสูงในริ้วขบวน เป็นไปตามพระอิสริยยศ แต่เนื่องจากเป็นริ้วขบวนของสมเด็จพระสังฆราชก็จะเพิ่มเครื่องประจำสมณศักดิ์ด้วย เช่น พัดยศ และพัดรัตนาภรณ์ เป็นพัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแด่สมเด็จพระสังฆราชถึง 2 ครั้ง พัดรัตนาภรณ์นี้ เทียบได้กับสายสะพายเหรียญรัตนาภรณ์ ที่พระราชทานแก่บุคคลทั่วไป แต่ถ้าเป็นพระจะถวายเป็นพัดรัตนาภรณ์แทน ทั้งนี้ ริ้วขบวนจะมีความยาวทั้งสิ้น 456 เมตร ผู้ร่วมในริ้วขบวน 1,383 คน และใช้เวลาเคลื่อนขบวนประมาณ 2 ชั่วโมง ในเส้นทาง 3.7 กม. จากวัดบวรนิเวศวิหาร ไปวัดเทพศิรินทราวาส สำหรับส่วนประกอบของริ้วขบวน จะประกอบด้วย 3 ส่วน ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกฯ ให้ความรู้ว่า ริ้วขบวนแห่พระศพแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นขบวนทหารนำ เป็นกองทหาร 3 เหล่าทัพ 3 กองพัน พร้อมวงดุริยางค์บรรเลงเพลงพญาโศก ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงประพันธ์ขึ้น โดยดัดแปลงเพลงไทยเดิมมาเป็นเพลงดุริยางค์เพื่อใช้ในงานพระศพ ส่วนที่ 2 จะเป็นขบวนพระอิสริยยศ นำโดยธงสามชาย เครื่องประโคมได้แก่ กลองชนะ แตร สังข์ และคู่แห่ ซึ่งแต่งตัวเป็นเทวดาตามคติความเชื่อว่า ผู้ล่วงลับจะกลับสู่สรวงสรรค์จึงต้องมีเทวดาในริ้วขบวน ถัดมาเป็นรถพระอ่านพระอภิธรรมนำพระศพ ซึ่งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จวัดปากน้ำ) จะเป็นพระอ่านพระอภิธรรม ตามด้วยราชรถเชิญพระศพ และขบวนเครื่องสูงและเครื่องยศ และสำหรับริ้วขบวนส่วนที่ 3 จะเป็นขบวนตาม นำโดยเครื่องประกอบสมณศักดิ์ และขบวนพระประยูรญาติและศิษยานุศิษย์ สำหรับราชรถทรงพระโกศพระศพที่ใช้ในงานครั้งนี้ เป็น ราชรถโถง สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีหลังคาและเสา มี 4 ล้อสำหรับเทียมม้าหรือใช้กำลังคนฉุดชัก 44 คน แท่นรองรับพระโกศทำเป็นแท่นสี่เหลี่ยม ส่วนหน้าและส่วนท้ายมีเกรินราชรถ สำหรับชาวภูษามาลาขึ้นประคองพระโกศ ด้านหน้าจำหลักไม้รูปกระหนกเศียรนาค และด้านหลังจำหลักเป็นกระหนกหางนาค สองข้างราชรถจำหลักเป็นลำตัวนาค ส่วนรถพระอ่านพระอภิธรรมนำพระศพนี้ ก็สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเช่นกันการตกแต่งพระเมรุ การตกแต่งภูมิทัศน์รอบพระเมรุและรอบบริเวณงานพระศพสมเด็จพระสังฆราช​ จะใช้ต้นไม้ประดับตกแต่งให้เกิดความร่มรื่น โดยใช้ต้นหูกระจงขาว จำนวน 40 ต้น สื่อถึงความบริสุทธิ์ และจะใช้ต้นตะโก ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ไทยตกแต่งเป็น 9 ช่อ จำนวน 16 ต้น วางบริเวณรอบพระเมรุเพื่อให้ดูสวยงามสมพระเกียรติ นอกจากนี้จะใช้ดอกดาวเรืองสีส้ม สื่อถึงสีจีวรของพระสงฆ์ จำนวน 9,000 ต้น รวมกับดอกดาวเรืองสีเหลือง สื่อถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 12,000 ต้น ประดับพื้นรอบพระเมรุและริมทางเดิน ผสมกับต้นไทรแท่ง จำนวน 500 ต้น นอกจากนั้นจะมีการประดับตกแต่งรอบพระเมรุด้วยกระถางดินเผามีอักษรย่อ “ญสส” ซึ่งเป็นอักษรพระนามของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จำนวน 101 ใบ เท่ากับพระชนมายุของสมเด็จพระสังฆราช และประดับด้วยดอกชวนชมบริเวณโดยรอบพระเมรุ และเนื่องจากสกุลเดิมของสมเด็จพระสังฆราช คือ คชวัตร หรือ ช้าง จึงจัดทำช้างจำลองและประดับด้วยดอกบานไม่รู้โรยสีฟ้า ซึ่งเป็นสีประจำวันประสูติ จำนวน 16 เชือก ประดับอยู่ทุกมุมของพระเมรุ

วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: