วันรวมญาติชาวเลอันดามันผู้แม้พื้นที่จิตวิญญาณยังถูกช่วงชิง

หลากมิติเวทีทัศน์ : วันรวมญาติ “ชาวเล” อันดามัน ผู้แม้พื้นที่จิตวิญญาณยังถูกช่วงชิง : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น

h8kaahib7jb6a5dcebe7a.jpg

เสียงดนตรีวงรำมะนาดังขึ้น ตามด้วยการร่ายรำรองเง็งจากสังกาอู้ ทำให้สายตาทุกคู่จับจ้องมองดูลีลาการรำและชุดแต่งกายอันงดงามของแม่ครูเหล่านั้น ซึ่งไม่ต่างจากคนดูที่มาร่วมงานในวันนั้นล้วนแต่งกายด้วยชุดพื้นบ้านอวดกันอย่างภูมิใจในเอกลักษณ์ของตนเอง

หลายคนได้พบหน้ากันอีกครั้ง หลังไม่ได้พบกันมานาน บางคนพาครอบครัวมาพบกันที่นี่หลังแยกย้ายไม่ได้พบญาติกันหลายปี เพราะวันนี้คือวันนัดพบญาติชาวเลแห่งอันดามัน ครั้งที่ 6 ที่จัดขึ้น ณ ลานวัฒนธรรมอุรักลาโว้ย บ้านสังกาอู้ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ โดยการจัดงานครั้งนี้ นอกจากให้ชาวเลได้พบญาติกันแล้ว ยังเป็นการระดมความร่วมมือจากภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนในการสนับสนุนแก้ปัญหาชาวเลอย่างมีส่วนร่วม

ชาวเลเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยทำกินอยู่บริเวณทะเลอันดามันนานกว่า 300 ปี ปัจจุบันมีอยู่จำนวน 43 ชุมชน ใน 5 จังหวัด คือ ภูเก็ต พังงา สตูล กระบี่ และระนอง ประมาณ 12,250 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ มอแกน มอแกลน และอุรักลาโว้ย ซึ่งทุกกลุ่มมีวิถีชิวิต วัฒนธรรมและภาษาเป็นของตนเอง

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 คณะรัฐบาลมีมติเห็นชอบแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลโดยให้กระทรวงวัฒนธรรมรับผิดชอบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปปฏิบัติ ประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพประมง การช่วยเหลือด้านสาธารณสุข การส่งเสริมด้านการศึกษา การแก้ไขปัญหาอคติทางชาติพันธุ์การส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรม ฯลฯ

ตลอด 5 ปี ที่มีมติคณะรัฐมนตรี พี่น้องชาวเลได้มีการรวมตัวในพื้นที่ของตนเองและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายชาวเลทั้ง 5 จังหวัด เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันโดยการสนับสนุนขององค์กรพัฒนา นักวิชาการ สื่อมวลชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณชาวเล ได้มาโดยมี พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน แต่การแก้ไขปัญหาก็ยังไม่บรรลุผล

ในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินพบว่าชาวเลจำนวน 31 แห่ง อาศัยอยู่บนที่ดินก่อนประกาศของรัฐ เช่น กรมเจ้าท่า ป่าสงวนอุทยานแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่แล้วเสร็จ รวมทั้งยังอาศัยอยู่บนที่ดินที่ถูกฟ้องขับไล่โดยเอกชน ถึง 7 แห่ง จำนวน 1,228 หลังคาเรือน

แสงโสม หาญทะเล จากเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล บอกว่า เมื่อก่อนชาวเลก็คือชาวเล มีอิสระจะว่ายน้ำ จะจับปลาตรงไหนเวลาไหนก็ได้ มีอยู่มีกินและมีความสุขมาก แต่พออุทยานเข้ามา การท่องเที่ยวเข้ามา ทะเลและที่ดินก็ไม่ใช่เป็นของชาวเลอีกต่อไป เพราะมีการกว้านซื้อที่ดินจากชาวเลโดยนายทุน ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นธรรม ชาวเลก็กลายเป็นชาวเขา เพราะต้องย้ายไปอยู่กลางเกาะจะหาทางลงทะเลไปจับปลาเหมือนก่อนก็ไม่ได้

สนิท แซ่ซั่ว แกนนำชาวเลบ้านราไวย์ภูเก็ต เล่าว่า ชาวเล อาศัยอยู่บนที่ดินกว่า 30 ไร่ที่หาดราไวย์มานับร้อยปี อยู่ๆ ก็มีนายทุนมาฟ้องขับไล่ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา จำนวน 161 ครอบครัว เราก็ยืนยันว่าเราอยู่มาก่อน นายทุนมีเอกสารสิทธิได้อย่างไร แต่เราก็โชคดีที่มีพี่เลี้ยงที่เป็นนักพัฒนามาช่วย กรมสอบสวนคดีพิเศษมาขุดกระดูกบรรพบุรุษที่ฝังไว้นั้นไปพิสูจน์ดีเอ็นเอถึงต่างประเทศ ซึ่งผลพิสูจน์ออกมาว่าเป็นกระดูกของชาวเล นั่นแสดงว่า เราอยู่ที่นี่มาก่อน จึงต้องให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินออกให้นายทุน แต่อธิบดีกรมที่ดินก็ยังไม่ดำเนินการ

ส่วนการประกอบอาชีพทำประมง ซึ่งอยู่คู่กับชาวเลมาตั้งแต่เกิด พออุทยานประกาศทับที่ก็ทำให้ชาวเลไม่สามารถจับปลาได้อีกต่อไป ซึ่งขณะนี้คณะทำงานฯ ก็ได้มีการประชุมหารือถึงเรื่องนี้ เพื่อผ่อนผันให้ชาวเลได้ทำกิน เพราะปกติชาวเลจับปลาด้วยเครื่องมือแบบพื้นบ้านและจับพอกินอยู่แล้วไม่เคยคิดทำมาหากินแบบล้างผลาญ

นอกจากปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินแล้ว ชาวเลยังต้องประสบปัญหาพื้นที่ทางจิตวิญญาณหรือพื้นที่สุสาน 23 พื้นที่ จำนวน 232.5 ไร่ ซึ่งชาวเลใช้ฝังศพ โดยการอ้างสิทธิของนายทุน อีกทั้งรัฐก็ไม่มีการออกเอกสารทางทะเบียนให้แก่พื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเล

วิทวัส เทพสง ชาวเลแห่งบ้านทับตะวัน จ.พังงา บอกว่า พื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเล เป็นเขตแดนบรรพบุรุษที่ใช้ฝังศพ ประกอบพิธีมานับร้อยปี แม้ยังไม่มีเอกสารให้ทางการยอมรับได้ แต่เขตแดนนี้ มีกระดูกของบรรพบุรุษฝังอยู่ข้างล่าง เบื้องบนกลายเป็นรีสอร์ทของนายทุน ซึ่งเราต้องทวงคืน มนุษย์เรานั้นหากต้องสูญเสียหลักความเชื่อก็ไม่มีตัวตน

พรสุดา ประโมงกิจ ชาวเลแห่งบ้านแหลมตง เกาะพีพี จ.กระบี่ เล่าว่า ชุมชนบ้านแหลมตง อยู่บนที่ดิน 2 ไร่เศษ ประมาณ 45 ครอบครัวอาศัยอยู่อย่างแออัด เราอยู่มานานแล้ว ชุมชนของเราโอบล้อมไปด้วยโรงแรม เวลาเด็กๆ ไปโรงเรียนก็ต้องเดินผ่านชายหาดของโรงแรม ซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวนุ่งน้อยห่มน้อยนอนตากแดด เด็กๆ จะเห็นภาพอย่างนี้ทุกวัน จิตใจจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้เรามีปัญหาเรื่องน้ำประปาไม่มีใช้ต้องซื้อในราคาแพง น้ำฝนก็ใช้ไม่ได้เพราะหลังคาบ้านเราสังกะสีเป็นสนิม พอใช้น้ำฝนหุงข้าวก็บูด แถมยังมีขยะที่ใครก็ไม่รู้เอามาทิ้งไว้ข้างชุมชน

วงพูดคุยแลกเปลี่ยนของชาวเลในวันนั้น เป็นปัญหาที่ยังแก้ไขไม่แล้วเสร็จ ซึ่งชาวเลและทุกภาคีจะต้องร่วมกันต่อไป อาจารย์ นฤมล อรุโณทัย จากสถาบันวิจัยสังคมฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าปัญหาเหล่านี้ชาวเลจะต้องจัดทำข้อมูลต่างๆ ของตนเอง แผนที่ชุมชนข้อมูลการสืบสายเครือญาติ วิถีวัฒนธรรม ฯลฯ โดยให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการเตรียมตัวอยู่กับวิถีสมัยใหม่ที่เข้ามากับการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ เป็นการสร้างจุดยืนของตนเอง ความเจริญที่เข้ามา เราสกัดกั้นมันยาก แต่หากเราเตรียมพร้อมเราสามารถเลือกสรรให้สอดคล้องกับวิถีชุมชนของเราได้

ด้าน ธีระพจน์ สุถิรวัฒน์ ตัวแทนจากสมาคมการท่องเที่ยวเกาะลันตา ให้ข้อคิดเห็นว่า นักท่องเที่ยวที่มาเกาะลันตา คือกลุ่มที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติ ชาวเลต้องหาประโยชน์จากกลุ่มคนที่ต้องการเอาประโยชน์จากเรา คือต้องเข้าไปจัดการท่องเที่ยวเรื่องวิถีชีวิตและธรรมชาติ เราต้องปรับตัวให้ได้ เช่น ใช้เรือของชาวเลมาต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นการนำอดีตอันงดงามมาต่อยอดกับปัจจุบัน เป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เรื่องการทำมาหากินก็เหมือนกัน ชาวเลต้องทำเรื่องอนุรักษ์ให้มากขึ้น เช่น ทำธนาคารปู ธนาคารปลาหมึก ธนาคารหอยชักตีน ซึ่งได้ทั้งอาชีพและการท่องเที่ยวควบคู่กันไป

ซึ่งไม่ต่างจากความเห็นของอีกหลายๆ คนที่เสนอแนะให้ชาวเลปรับตัว ให้อยู่ได้ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยการนำของดีของชุมชนชนต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น กะปิ ปลาแห้งหรือสร้างบ้านเล็กๆ สักหลังให้นักท่องเที่ยวใช้บริการแบบกลมกลืนกับวิถีอันงดงามของท้องถิ่น

ข้อสรุปที่สำคัญอีกประการหนึ่งของวงพูดคุยในวันนั้นก็คือ ควรมีพื้นที่ที่ชาวเลและภาคีพัฒนาต่างๆ มาทำงานร่วมกันเป็นพื้นที่นำร่องที่มีการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติเพื่อการขยายผลต่อไป

วงพูดคุยเสวนาจบลงแล้ว การแสดงทางวัฒนธรรมที่แต่ละหมู่บ้านและจากพี่น้องชนเผ่าอื่นๆ ทั่วประเทศที่ได้เตรียมมาก็ออกมาโชว์สู่สายตาผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่อง เป็นวันพบญาติที่เรียบง่ายแต่มีคุณค่ายิ่งทางจิตใจ จนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำตกทะเลตรงแหลมสังกาอู้ ชาวเลต่างถิ่นบ้างก็เข้าที่พักบ้างก็พูดคุยกันต่อรอวันแยกย้ายกลับถิ่นของตน เพื่อพบกับความจริงแห่งชีวิตในวันรุ่งขึ้น

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: