มทร.ธัญบุรีวาง๖คลัสเตอร์๒๓ศูนย์เพิ่มศักยภาพบัณฑิตสายช่าง

มทร.ธัญบุรีวาง6คลัสเตอร์23ศูนย์เพิ่มศักยภาพบัณฑิตนักปฏิบัติสายช่าง : ชุลีพร อร่ามเนตร

88g5fchbe7iahkiickcd5.jpg

“2 ปีที่ผ่านมา พยายามส่งเสริม สนับสนุนให้อาจารย์มุ่งการทำงานวิจัย ที่เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ตอบสนองพัฒนาชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และประเทศ เพราะงานวิจัยจะช่วยส่งเสริมต่อยอดความรู้ให้อาจารย์ และนักศึกษา โดยให้อาจารย์ไปทำงานวิจัย ฝังตัวในสถานประกอบการ 1 ปี เพื่อให้ได้ประสบการณ์ และโจทย์ปัญหาจากภาคอุตสาหกรรมมาทำงานวิจัย รวมถึงนำมาบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน” รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว ขณะนี้มหาวิทยาลัยจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence : COE) 13 ศูนย์ ได้แก่ 1.ศูนย์ออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม 2.ศูนย์เทคโนโลยีเครื่องจักรกลอัตโนมัติ 3.ศูนย์พัฒนาบุคลากรเพื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี 4.ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพและนาโน 5.ศูนย์บริการวิชาการภาษาอังกฤษ 5.ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีการเชื่อม 6.ศูนย์บริการวิชาการอุตสาหกรรม SMEs 7.ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีการเชื่อม 8.ศูนย์โรงพิมพ์ 9.ศูนย์คหกรรมครบวงจร 10.ศูนย์ทรัพยากรสื่อ 11.ศูนย์พลังงานสะอาด 12.ศูนย์บริการสุขภาพแพทย์แผนไทย และ 13.ศูนย์วิจัยสี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังวางแผนในการจัดตั้งศูนย์เพิ่มตามความต้องการของคณะต่างๆ รวมอีก 10 ศูนย์ เป็น 23 ศูนย์ ภายในเดือนตุลาคม 2559 โดยทุกศูนย์จะเป็นการสร้างนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญ อีก 2 ปีข้างหน้า มทร.ธัญบุรี มุ่งมีอาจารย์ นักวิจัยที่มีผลงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้ได้จริง ก่อให้เกิดความเป็นเลิศในด้านต่างๆ บูรณาการทุกสาขา คณะ ศาสตร์เข้าด้วยกัน ขณะเดียวกัน อาจารย์และนักศึกษาระดับปริญญาเอก ต้องทำงานวิจัยที่เกี่ยวกับโครงการเมกะโปรเจกท์ของรัฐบาล หรือการจัดการศึกษาเพื่อสนับสนุนการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมหลัก (กลุ่มคลัสเตอร์) ใน 6 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านพลังงาน 2.มีเดียเทคโนโลยี 3.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที 4.แฟชั่นและสิ่งทอ 5.อาหาร และ 6.ออโตเมชั่นและควบคุมเพื่อผลิตงานวิจัยแบบบูรณาการ ตอบโจทย์อุตสาหกรรม ประเทศ ภายใต้การทำงานวิจัยร่วมกันของอาจารย์แต่ละคณะ สาขาทั้งในและต่างมหาวิทยาลัย รวมถึงนักวิจัยต่างประเทศ โดยมหาวิทยาลัยจัดสรรงบวิจัย ปี 2559 ประมาณ 80 กว่าล้านบาท เพื่อต่อยอดการพัฒนางานวิจัยในสาขาต่างๆ โดยพุ่งเป้าไปในพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมเขตตะวันออก ได้แก่ จ.ปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี และอรัญประเทศ เพราะเป็นเศรษฐกิจพิเศษ โดยขอใช้จากราชพัสดุ 500 ไร่ เพื่อจัดตั้งเป็นพื้นที่วิจัยและพัฒนาเฉพาะทาง เป็นเป้าหมายในการเชื่อมโยงพื้นที่ ทำงานวิจัย มุ่งเป้าพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยต้องทำการปรับการเรียนการสอน หลักสูตร และงานวิจัยมุ่งเน้นวิชาพื้นฐาน และวิชาชีพให้เข้มข้น โดยที่ผู้เรียน อาจารย์ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ และสามารถรู้จักประยุกต์เข้าด้วยกันได้ สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการ คือแรงงาน และงานวิจัย มหาวิทยาลัยได้ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นแก่ตัวอาจารย์ และนักศึกษาสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสายอาชีพว่าเกิดอะไรขึ้น สาเหตุ และนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นโจทย์ในการเรียนการสอน การทำวิจัย เพื่อฝึกให้นักศึกษาคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและกำลังจะเกิดขึ้นอนาคต อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เล่าอีกว่า เมกะโปรเจกท์ที่ประเทศกำลังขับเคลื่อนไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ แต่เป็นศาสตร์บนพื้นฐานเดิมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้นมหาวิทยาลัยพัฒนาเทคโนโลยี คลัสเตอร์ต่างๆ ต่อยอดจากเรื่องเดิม เช่น พัฒนาเรื่องอาหาร จากตอนนี้เป็นการแปรรูปอาหารเพื่อสุขภาพก็อาจจะใช้ระบบนาโน หรือกระบวนการที่ใช้ระบบเครื่องจักร ส่วนเรื่องพลังงาน ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ ชีวมวล อนาคตอาจแปรพลังงานมาจากพืชพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูง ก็เป็นการต่อยอดพัฒนาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่นอกจากผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มาผลิตชิ้นส่วนรถไฟเพิ่มขึ้น การพัฒนาด้านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ต้องเรียนคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะมุ่งการเรียนใช้ซอฟต์แวร์แบบบบูรณาการมากขึ้น ฯลฯ “ทุกงานวิจัยจะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน มีการเชื่อมโยงงานวิจัย มาบูรณาการ ครูอาจารย์จะเป็นผู้กระตุ้น เสนอแนะการเรียนการสอนให้แก่เด็ก และเป็นนักวิชาการ นักวิจัยประยุกต์ศาสตร์ต่างๆ ได้จริง เด็กรู้พื้นฐานศาสตร์ทุกศาสตร์จากการเรียนรู้งานวิจัย รู้จักคาดการณ์ในอนาคต และรู้ลึกศาสตร์ของตนเองที่เลือกเรียน เพราะมหาวิทยาลัย เป็นสถานที่บริการวิชาการ และพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม ผลิตสิ่งประดิษฐ์ อันนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ รากฐานในการพัฒนาประเทศ และสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลก” รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้าย

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: