แนะปรับระเบียบสสส.ดีกว่าแก้พรบ.

นักวิชาการชี้ แก้ พรบ.สสส. ไม่ตอบโจทย์ แนะปรับ “ระเบียบ”ให้รัดกุมแก้ปมงบฯ-บริหาร ชี้ต้องเพิ่มการสื่อสาร “ระบบการทำงาน” เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคม

5ak9cgb875igjjbgeacai.jpg

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ห้องประชุม 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ จัดเสวนาวิชาการ “สสส.ในฐานะองค์กรจัดการภาครัฐแนวใหม่จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร” โดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.) กล่าวว่า แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่บนำผลลัพธ์ ความสำเร็จเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย หน่วยงานราชการหลายแห่งกำลังปรับไปสู่ทิศทางนี้ ซึ่งมีความต่างกับรูปแบบเดิมโดยเฉพาะในเรื่องการจัดระบบงบประมาณ การเสนอให้มีการปรับแก้ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 นั้น คิดว่า น่าจะเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ตรงกันในความหมายของคำว่า สุขภาวะ มากกว่า ความจริงแล้วกรณี สสส.สามารถแก้ไขได้ใน 2 ระยะ คือ ระยะสั้น การปรับกฎระเบียบขององค์กรเพื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยที่ไม่ต้องแก้กฎหมาย รวมทั้งการสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคม ซึ่ง สสส.มีจุดแข็งในเรื่องการสื่อสารรณรงค์ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงมาก แต่ในสาระของระบบการทำงาน สังคมยังเข้าใจระดับที่ไม่มากพอ นำไปสู่การตั้งคำถามทั้งในเรื่องความโปร่งใส และระบบการตรวจสอบที่มีอยู่แล้วในหลายระดับแต่ไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง และความหมายของคำว่า สุขภาวะ ที่กว้างกว่าสุขภาพทางกาย เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ ดังนั้นควรทำในขั้นนี้ก่อนหากยังไม่เป็นที่พอใจร่วมกัน ก็อาจจะขยับไปสู่การแก้ไข พ.ร.บ. ซึ่งควรทำเมื่ออยู๋ในสภาวะรัฐบาลปกติ มีการพิจารณาจากทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ช่วยตรวจสอบถ่วงดุลอย่างรอบคอบ จะทำให้ไม่มีปัญหาสุ่มเสี่ยงในการแก้ไข ด้าน ดร.ทพญ.ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การแก้ปัญหาปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสุรา ยาสูบ และปัจจัยคุกคามอื่นๆ การทำงานจะต้องอาศัยการสะสมประสบการณ์และทักษะ เมื่อภาคีส่วนหนึ่งมีประสบการณ์มากพอก็จะทำหน้าที่เป็น “จุดจัดการ” ในการทำงานของภาคีด้วยกันได้ สสส.จึงใช้แนวทางการเพิ่มจำนวนจุดจัดการที่มีประสบการณ์ให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้กระจายไปสู่หน่วยทำงานอื่นได้มากขึ้น ซึ่งเมื่อรับทุนไปแล้ว หน่วยงานที่เป็นจุดจัดการไม่ได้เอาเงินไปใช้เอง แต่นำเงินไปสนับสนุนภาคีย่อยอีกทีหนึ่ง เช่น ศจย. เป็นจุดจัดการด้านงานศึกษาและโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ ซึ่งเมื่อไม่เข้าใจกระบวนการทั้งหมด อาจเข้าใจว่า สสส.ให้ทุนกับหน่วยงานหน้าเดิม หรือขาประจำ ซึ่งในขั้นตอนการทำงาน สสส. ไม่ใช่หน่วยงานเดียวที่เป็นเจ้าของงบฯ เพราะการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ ต้องอาศัยหน่วยงานมากกว่า 1 แห่ง สสส.ไปเป็นส่วนเสริมให้องค์กรที่ 1 ที่ 2 หรือที่ 3 ที่ทำงานด้านนี้มาเจอกัน ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มในการขับเคลื่อน นำองค์ความรู้ไปเสริม หรือไปทำให้คนที่ทำงานด้วยกันได้รู้จักกัน หรือทำให้การทำงานที่ไม่สะดวกได้ทำงานสะดวกมากขึ้น “กรณีผลประโยชน์ทับซ้อนที่พบว่าบางโครงการมีรายชื่อคณะกรรมการกองทุนฯ ได้รับทุนนั้น เนื่องจากภาคีที่สั่งสมประสบการณ์มานานทำงานอย่างใกล้ชิด อาจถูกเชิญไปเป็นคณะกรรมการฯ คณะอนุกรรมการแผนงานต่างๆ ในขณะที่เขาเหล่านั้นก็มีภารกิจในมูลนิธิ หน่วยงานที่ขับเคลื่อนของเขาบางส่วนแล้ว แต่ สสส. มีกระบวนที่เรียกว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ ในการตรวจพิจารณา ตรวจทานโครงการต่างๆ ที่เข้ามาขอรับทุน จะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้รับทุน มีการแสดงใบยืนยันการไม่มีผลประโยชน์ ทับซ้อนอยู่แล้ว เป็นกระบวนการที่ใช้กลั่นกรองโครงการก่อน ถึงจะเข้าไปสู่กระบวนการของการอนุมัติทุน กระบวนการเป็นการป้องกันและมีการตรวจสอบด้วยตัวเอง” ดร.ทพญ.ศิริวรรณ กล่าว นายวิเชียร พงศธร ประธานคณะอนุกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี สสส. กล่าวว่า พ.ร.บ.กองทุนฯ ได้ถูกออกแบบไว้อย่างรอบคอบเพื่อให้ สสส.ทำงานสร้างเสริมสุขภาพในเชิงรุกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งหากเทียบกับภาคธุรกิจแล้วถือว่ามีการกำกับติดตามในอยู่เกณฑ์ที่เข้มข้นกว่ามาก ดังนั้นการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพสามารถทำได้ด้วยการบริหาร และกำกับดูแลของคณะกรรมการกองทุนฯ ซึ่งมีอำนาจสูงสุด เนื่องจากปัญหาสังคมและปัญหาสุขภาวะซึ่งรวมถึงทางกาย ทางใจ และทางสังคม เป็นปัญหาที่มีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นจึงควรเพิ่มขีดความสามารถของ สสส.ให้ทำงานเพิ่มขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ด้อยโอกาส

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: