เริ่มแล้ว..ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ๔,๑๐๐ ร.ร.ทั่วประเทศ

เริ่มแล้ว..ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ 4,100 ร.ร.ทั่วประเทศ : โดย…เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ โต๊ะการศึกษา

bajh9khbjafgbjeggd6jg.jpg

เปิดฉากวันแรก…สำหรับ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) หลังจากเตรียมความพร้อมมานานหลายเดือน ถือเป็นผลงานแรกของ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทันทีที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ประกาศชัดว่าให้เริ่มปฏิบัติการทันทีที่เปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 หรือซึ่งตรงกับวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558

ทั้งนี้ มีโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วมนำร่องขับเคลื่อนนโยบายทั่วประเทศ มีจำนวนมากถึง 4,100 โรงเรียน แบ่งเป็น โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 3,831 โรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีจำนวน 161 โรงเรียน และสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)มีจำนวน 108 โรงเรียน ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น(ป.1-ม.3) โดยเป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้เด็กได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมตามช่วงวัย เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกสนานกับกิจกรรม และไม่เครียดมากจนเกินไป โดยเด็กยังคงเรียนวิชาการครบถ้วนใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้

บ่ายสองโมง เริ่มต้นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน พล.อ.ดาว์พงษ์ เล่าว่า ช่วงเวลา 14.00 น.เป็นต้นไปทุกโรงเรียน จะต้องจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยกิจกรรมจะต้องมีทั้งให้เด็กเลือกและกึ่งเลือกให้เด็ก เพราะไม่สามารถตามใจเด็กได้ 100% โดยต้องยึดการพัฒนาตามหลัก 4 เอช (H) ซึ่งเป็นหลักคิดของโครงการ คือ พัฒนาสมอง (Head) พัฒนาจิตใจ (Hert) พัฒนาทักษะการปฏิบัติ (Hand) และพัฒนาสุขภาพ (Health)

ซึ่งในส่วนสุดท้ายที่เน้นพัฒนาสุขภาพ (Health) เป็นข้อเสนอเพิ่มเติมจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และนำมาสู่การปรับรูปแบบกิจกรรม แบ่งเป็น 4 หมวด 16 กลุ่ม ดังนี้ 1.กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมบังคับตามหลักสูตร) ประกอบด้วย 3 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมแนะแนว, กิจกรรมนักเรียน, กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

2.กิจกรรมสร้างเสริมสมรรถนะและการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กรู้จักฝึกสมองการคิดแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี หรือเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้จากในห้องเรียน อาทิ ประกอบด้วย 5 กลุ่มกิจกรรม อาทิ พัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพัฒนากรอบความคิดแบบเปิดกว้าง พัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น สนุกกับภาษาไทย หุ่นยนต์วิเศษ เป็นต้น

3.กิจกรรมสร้างเสริมคุณลักษณะและค่านิยม เพื่อปลูกฝังค่านิยมจิตสำนึกในการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และปลูกฝังความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ประกอบด้วย 4 กลุ่มกิจกรรม อาทิ ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คุณธรรม จริยธรรม ความรักความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และหวงแหนสมบัติของชาติ และ 4.กิจกรรมสร้างเสริมทักษะการทำงาน การดำรงชีพ และทักษะชีวิต เพื่อให้เด็กได้ฝึกอาชีพในระยะสั้น เพิ่มทักษะทางอาชีพ รวมถึงพัฒนาความสามารถด้านการใช้ชีวิต ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความสนใจ ความถนัด และความต้องการของแต่ละคน ประกอบด้วย 4 กลุ่มกิจกรรม

“การจัดกิจกรรมหลังเลิกเรียน เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง และเชื่อว่าเด็กจะมีความสุขและสิ่งที่ผมอยากรู้ต่อจากนี้คือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กว่าจะดีขึ้นหรือไม่ หลังจากที่มีการจัดกิจกรรมตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และหากโครงการนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี ในปีการศึกษา 2559 ก็อาจจะขยายให้ครบทั้งหมด 3 หมื่นโรงเรียนทั่วประเทศไทย แต่ผมยอมรับว่าเป้าหมายดังกล่าวอาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะอาจจะติดขัดในเรื่องของความพร้อมทั้งของครู และโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งตรงนี้ได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงไปสำรวจดูว่าจะมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ได้มากน้อยเพียงใด และไปคิดหารูปแบบที่จะเข้าไปช่วยจัดการเรียนการสอน และต้องยึดหลักการเดียวกันคือ ให้เด็กได้ออกมาเปิดสมอง โดยใช้กิจกรรมต่างๆ มาเป็นตัวพัฒนาเด็กๆ” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวย้ำ

ขณะที่ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการกพฐ.) เล่าว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้มีการจัดอบรมสมาร์ทเทรนเนอร์ 300 ทีม เพื่อคอยประกบและช่วยเหลือโรงเรียนที่ร่วมนำร่องตามโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 3,831 โรงเรียน และได้จัดทำคู่มือแนวทางจัดกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ให้โรงเรียนทั่วประเทศไทย

“ขณะเดียวกัน ในช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 สพฐ.จะส่งทีมผู้บริหาร สพฐ.แบ่งสายลงไปตรวจเยี่ยมและติดตามผลโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ พร้อมให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหากับครูผู้สอน อย่างไรก็ตาม สำหรับการติดตามและประเมินผลนั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและส่วนกลาง โดยจะกำหนดให้ส่งทีมติดตามผลเดือนละครั้งและพัฒนาควบคู่กันไป จากนั้นจะมาวิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินงานจนครบ 4 เดือน เพื่อศึกษาข้อดี ข้อเสีย ก่อนจะขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการในปีการศึกษา 2559 ซึ่งในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.)จำนวนทั้งหมด 225 เขตทั่วประเทศ ผมได้เน้นย้ำให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษา ลงไปติดตามดูแลเอาใจขใส่อย่างใกล้ชิดด้วย” เลขาธิการกพฐ. กล่าว

ในส่วนของสถานศึกษา น.ส.สมทรง รอดแจ่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลปทุมธานี อ.เมือง จ.ปทุมธานี 1 ในโรงเรียนนำร่องลดเวลาเรียนฯ ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนอนุบาลปทุมธานี ได้มีการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่หลากหลาย ซึ่งทันทีที่ ศธ.ได้ประกาศนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และให้ช่วงเวลา 14.00 น.โรงเรียนจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนั้น ทางโรงเรียนก็ได้นำนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยมีการประชาสัมพันธ์ให้พ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนได้รับทราบ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากชุมชน ทั้งการสนับสนุนด้านสื่อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำมาพัฒนาเด็ก ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดเมนูกิจกรรมให้เด็กเลือก จำนวน 150 เมนู ทั้งการสอนภาษาจีน ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ การประดิษฐ์หุ่นยนต์ และยังผสมผสานกิจกรรมที่ทาง สพฐ.จัดสรรมาให้เลือกอีก 400 เมนูด้วย

“ถือเป็นโอกาสดีที่โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กของเราได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการติดตามและประเมินผลนั้น โรงเรียนได้วางแผนไว้ว่าจะประเมินทุกสัปดาห์ โดยจะเน้นเรื่องของความพึงพอใจ การมีส่วนร่วม จากนั้นจะรวบรวมรายงานไปยังเขตพื้นที่ฯ ให้ทราบต่อไป สำหรับความพร้อมของครูในโรงเรียนนั้น ทุกคนมีความเข้าใจและยินดีให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี” น.ส.สมทรง ระบุ

ด้าน น้องแบม ด.ญ.พรพรรณ แป้งหอม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนอนุบาลปทุมธานี บอกว่า ทราบว่ามีโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และโรงเรียนก็เข้าร่วมด้วย รู้สึกชอบมาก เพราะได้มีชั่วโมงที่ได้ทำกิจกรรมหลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมพลศึกษา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่โรงเรียนจัดให้เรียนรู้ อาทิ ดนตรีไทย คอมพิวเตอร์ นาฏศิลป์ เป็นต้น ทั้งนี้ ในเรื่องการเรียนไม่ได้รู้สึกกังวลว่าจะเป็นปัญหา แต่ก็จะตั้งใจอ่านหนังสือมากขึ้น

คงต้องจับตาดูว่าจากนี้ต่อไป ภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนของบ้านเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ของพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะสามารถสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพเด่นวิชาการ เป็นคนดี มีคุณธรรม และมีความสุขกับการเรียนสมดังที่ตั้งใจไว้หรือไม่..

(เริ่มแล้ว..ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ 4,100 ร.ร.ทั่วประเทศ : โดย…เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ โต๊ะการศึกษา)

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: