คิดให้หนักก่อนเข้าร่วม ทีพีพี ผลได้อาจไม่คุ้มค่าผลกระทบ

หลากมิติเวทีทัศน์ : คิดให้หนักก่อนเข้าร่วม “ทีพีพี” ผลได้อาจไม่คุ้มค่าผลกระทบ : โดย…วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

bc69b6fjg6e7eb77kaajb.jpg

ขณะนี้ภาคเอกชนกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลเข้าร่วม ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership- TPP) ซึ่งมีประเทศต่างๆ เข้าร่วม 12 ประเทศ

โดยในประเทศที่เข้าร่วมทีพีพี ทั้ง 12 ประเทศ ไทยมีข้อตกลงทางการค้ากับทุกประเทศ ยกเว้น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา ดังนั้น ผลกระทบหรือประโยชน์จากความตกลงการค้านี้ จึงอยู่ที่การวิเคราะห์ผลที่เกี่ยวเนื่องกับ 3 ประเทศนี้เป็นหลัก

ภาคอุตสาหกรรมและสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เห็นว่า ประเทศไทยควรเข้าร่วมกับทีพีพี แต่นักวิชาการอีกหลายท่านวิเคราะห์ว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่ากับผลกระทบ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับ สิทธิบัตรยา และ ผลกระทบต่อทรัพยากรชีวภาพและพันธุ์พืช

ทั้งนี้ เนื่องจากการส่งออกสินค้าของประเทศไทยไปยัง 3 ประเทศดังกล่าว เพียงประมาณ 9% เท่านั้น โดยสินค้าสำคัญที่จะได้รับผลกระทบคือ อุตสาหกรรมรถยนต์ และ เสื้อผ้า ซึ่งอุตสาหกรรมแรกเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติของญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเองอยู่แล้ว ในขณะที่เสื้อผ้าเป็นอุตสาหกรรมอาทิตย์อัสดง ซึ่งไม่ควรหวังการได้ประโยชน์จากการลดภาษี เพราะที่ผ่านมาได้มีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ค่าแรงต่ำกันก่อนหน้านี้ อีกทั้งประเทศไทยควรจะพัฒนาคุณภาพหรือสร้างแบรนด์ในสินค้าประเภทนี้มากกว่า

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดนอกจากสิทธิบัตรยาแล้วก็คือ การที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำของทีพีพี ได้ผลักดันให้ประเทศที่เข้าร่วมต้องขยายสิทธิบัตรในเรื่องพันธุ์พืช และการเปิดเสรีสินค้าที่สหรัฐเป็นผู้นำ เช่น จีเอ็มโอ และ ผลิตภัณฑ์อาหารดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งหลายประเทศไม่ยอมรับ

การเข้าร่วมทีพีพี จะเกิดผลกระทบต่อประเทศไทยในประเด็นที่เกี่ยวกับ ภาคเกษตรกรรม และ ทรัพยากรชีวภาพ ใน 2 ประเด็นสำคัญคือ

1) การขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิต (patent on life) และการยอมรับระบบกฎหมายพันธุ์พืช ยูพีโอวี1991 ภายใต้ความตกลงทีพีพี ประเทศสมาชิกต้องให้สัตยาบันในสนธิสัญญาบูดาเปสต์และสนธิสัญญายูพีโอวี1991 และต้องให้การคุ้มครองสิทธิบัตรในพืช และนวัตกรรมที่ได้จากพืช ประเทศไทยจะต้องแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรและกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ซึ่งจะส่งผลให้บรรษัทข้ามชาติสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพโดยไม่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ การเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อหรือแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้านจะกลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การผูกขาดเมล็ดพันธุ์จะขยายจาก 12 ปี เป็น 20 ปี เมล็ดพันธุ์จะมีราคาแพงขึ้นตั้งแต่ 2-6 เท่าตัวเป็นอย่างน้อย จากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยงานศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) พบว่า ผลกระทบของระบบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรฐานของสหรัฐจะทำให้

-เมล็ดพันธุ์มีราคาแพงเพิ่มขึ้น จาก 28,542 ล้านบาท/ปี เป็น 80,721-142,932 หรือเพิ่มขึ้น 52,179-114,390 ล้านบาท/ปี

-การสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการไม่ได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 10,740-48,928 ล้านบาท/ปี

-ผลกระทบระยะยาวจากการถูกกีดกันการพัฒนายาสมัยใหม่ที่มาจากสมุนไพรซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 59,798 ล้านบาท/ปี

รวมมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 122,717-223,116 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้ โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและการสูญเสียอธิปไตยเหนือทรัพยากรซึ่งไม่อาจประเมินมูลค่าได้

2) การถูกบีบบังคับให้ยอมรับพืชจีเอ็มโอและมาตรการปกป้องผู้บริโภคเกี่ยวกับฉลากอาหารดัดแปรพันธุกรรม

การเข้าร่วมเป็นภาคีในทีพีพี อาจทำให้ไทยต้องถูกบีบบังคับให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอ และอาจต้องยกเลิกการติดฉลากหรือมาตรการอื่นๆ ที่เป็นการปกป้องสิทธิผู้บริโภคเกี่ยวกับอาหารดัดแปลงพันธุกรรม

ทั้งๆ ที่กระแสผู้บริโภคทั่วโลกมีแนวโน้มต่อต้านพืชและผลิตภัณฑ์ดัดแปลงพันธุกรรมมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ดังที่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สกอตแลนด์ เวลส์ และประเทศต่างๆ ในอียู รวมกัน 16 ประเทศประกาศแบนพืชจีเอ็มโอเมื่อเร็วๆ นี้ เช่นเดียวกับ รัสเซีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น

การอนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอจะทำให้ระบบเกษตรกรรมของประเทศไทยต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติสหรัฐ เกิดปัญหาการปนเปื้อนทางพันธุกรรมกับทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งเป็นรากฐานของระบบเกษตรกรรมและอาหารในอนาคต การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในเรื่องความปลอดภัยทางอาหารจะยิ่งเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์ดัดแปลงพันธุกรรมกำลังหดแคบลง ไม่เฉพาะในยุโรปเท่านั้น แต่รวมถึงตลาดสหรัฐเองด้วย เนื่องจากผู้บริโภคอเมริกันมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ที่มาจากการดัดแปลงพันธุกรรม

นี่คือเหตุผลที่ควรคิดให้หนักก่อนเข้าร่วมทีพีพี เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับนั้น ไม่คุ้มค่าเลยกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อย และทรัพยากรชีวภาพโดยรวมของประเทศ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: