ตรวจงบ

fbcgadaj6hig9jb8ka9ja.jpg

หลังจากนายสุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้าชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณของ สสส.ต่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เนื่องจาก สตง. และ คตร.ให้ข้อมูลตรงกันว่า การใช้จ่ายงบประมาณของ สสส.ไม่เป็นไปตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณและไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ และเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ สสส. จึงเชิญเข้าชี้แจง เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ดังนั้น ในวันเดียวกัน รายการ คม ชัด ลึก ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่น แชนแนล จึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ ตรวจงบ “สสส.” ?

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า ต้องขอเรียนให้ทราบว่า ในทางตรวจสอบ ไม่ตรวจเรื่องทุจริต งานที่ สตง.ทำนั้น เป็นการตรวจสอบเรื่องบัญชี การเงิน ขณะเดียวกันตรวจสอบในเรื่องผลของการใช้จ่ายเงิน ขณะนี้ยังไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงเรื่องว่า มีการทุจริตอะไรหรือไม่ เพียงแต่จุดเริ่มต้นในการตรวจสอบเรื่องนี้ นอกจากตรวจสอบตามปกติแล้วพบข้อเท็จจริง ประกอบกับมีเรื่องร้องเรียนให้ข้อมูลเข้ามาว่า มีการใช้จ่ายเงิน หลายๆ โครงการ ไม่ได้สื่อถึงอำนาจหน้าที่ของ สสส.เลย ดังนั้น จึงทดสอบตรวจดู สุ่มดู และขยายผลมาจนถึงวันนี้ ตั้งแต่ปี 2556 ก็ได้ส่งหนังสือฉบับแรกไปยัง สสส. ว่า ขบวนการใช้จ่ายเงินในบางเรื่อง ที่ได้ข้อมูลมาว่า ไม่ได้สื่อถึงอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องการสนับสนุนเพื่อจะสร้างเสริมสุขภาพเลย อย่างเช่น การจัดงานรำลึกผู้หลักผู้ใหญ่ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือ การศึกษา ก็ตาม อย่างนี้เป็นต้น ก็บอกไปว่า เงินสนับสนุนอย่างนี้ อาจจะมีแค่บางส่วน เช่นคนที่มาร่วมงานได้ดื่มน้ำ รับประทานอาหาร ก็ทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น แต่เรื่องการอภิปราย การแสดงความเห็น อาจจะดูห่างไกลไปสักหน่อย ก็แนะนำไปว่า ต้องมีการทบทวนกันว่า การใช้จ่ายเงินที่เอาไปสนับสนุนโครงการต่างๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของระเบียบกฎหมายที่ทาง สสส.จะต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะจะต้องตอบโจทย์ในอำนาจหน้าที่เสียก่อน ซึ่งก็ได้แนะนำไปอย่างนี้ตั้งแต่ปี 2556 หรืออย่างกรณีการจัดสวดมนต์ข้ามปี ก็มีการทักท้วงไป เนื่องจากใช้งบประมาณมากเกินไป โดยใช้เฉพาะในเรื่องงบประชาสัมพันธ์ ดังนั้น ขอยืนยันเลยว่า อย่าไปทุกข์ร้อนว่ามีใครมาสั่ง สตง. ไม่มีครับ สตง.เป็นหน่วยงานอิสระ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเมื่อตรวจสอบต่อมา ก็ไปพบเรื่อง กระบวนการจริยธรรมที่จะต้องเขียนเรื่องจริยธรรมของผู้บริหารก็ยังไม่ได้ทำ ประกอบกับในข้อกฎหมายก็มีจุดโหว่ เปิดช่องให้มีประโยชน์ทับซ้อนได้ ถ้าเผื่อองค์กรที่นำเข้ามา จะเป็นองค์กรที่ไม่ได้หากำไร อย่างเช่น มูลนิธิต่างๆ

และโดยข้อเท็จจริง ก็มีมูลนิธิต่างๆ ที่อยู่ในอาณัติของผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ก็เข้ามารับ เข้ามาเสนอโครงการ เพื่อจะรับเงินไปทำโครงการ ซึ่งบางมูลนิธิชื่อก็อาจจะสื่อได้เลย แต่บางมูลนิธิเป็นชื่อบุคคล ก็ไม่ทราบว่าจะสื่ออย่างไร หรือบางชื่อออกไปทางการเมืองเล็กๆ ก็นำมาขอรับการสนับสนุน สิ่งเหล่านี้เราเห็นเป็นช่องทาง ซึ่งในหลักการปัจจุบันที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายบ้านเมืองอยู่ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะมีการแก้ไขในเรื่องกฎหมายนี้ รวมทั้งเมื่อตรวจไปแล้ว ก็พบว่า มีการใช้จ่ายเงินที่ไม่ได้สื่อรวมๆ แล้ว อย่างน้อยประมาณ 9 ล้านบาท จากที่ตรวจสอบพบระหว่างปี 2553-2557 รวมกระทั่งถึงที่ว่ามี องค์กร เครื่อข่าย มารับเงิน มารับประโยชน์ไป โดยที่คนที่มีชื่อเป็นกรรมการบ้าง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิบ้าง ก็มีส่วนอยู่ในมูลนิธิเหล่านั้น ซึ่งก็สบายใจบ้าง ไม่สบายใจบ้าง ก็เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า บางมูลนิธิไม่ได้สื่ออะไรเลย

เพราะฉะนั้นเมื่อตรวจพบอย่างนี้ ก็มีนัยสำคัญที่ สตง.เองก็เป็นห่วง มันถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้กฎหมายว่า ภาษีบาป ก็คือ เงินแผ่นดิน ซึ่งโดยปกติแล้ว ภาษีทุกภาษีก็เข้าสู่เงินคงคลัง เข้าสู่รายได้แผ่นดิน การตั้งงบประมาณก็ผ่านกระบวนการกลั่นกรองก็จ่ายออกมา ผ่านมาแล้ว 14 ปี ถึงเวลาหรือยัง ? ที่จะต้องปรับแก้ตัวบทกฎหมายเหล่านี้ เรื่องนี้ สมควรที่จะต้องมีการแก้ไขได้แล้ว เพื่อให้ภาษี อย่างเช่น มีเงินสำรองเหลือจ่าย ปีหนึ่งๆ ก็ไม่ใช่น้อย แต่ถ้าเราไม่แก้ไขเลย เงินสำรองเหลือจ่ายเท่าไหร่ก็ใช้ให้หมดไป มีโครงการเท่าไหร่ก็ให้ได้เท่านั้นจนกว่าจะหมดเงินงบประมาณ หรือ หมดเงินสำรอง

ถ้าปรับเปลี่ยนวิธีการ เงินที่เหลือยังเป็นประโยชน์ที่จะนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆ ได้อีกพอสมควร

สำหรับการตรวจสอบเรื่องการทุจริต เป็นอีกขั้นตอน จะต้องมีการเจาะลึก อย่างเช่น เอาเงินไปใช้จ่ายอะไรบ้าง มีประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ อย่างไรก็ตามขณะนี้กฎหมายเปิดช่องให้ว่า สามารถมีประโยชน์ทับซ้อนได้ กรณีองค์กรที่นำเข้ามาไม่ได้เอากำไร

นพ.วิชัย โชควิวัฒน รองประธานบอร์ด คนที่ 2 สสส. กล่าวว่า ข้อสงสัย ข้อกล่าวหา ข้อครหาต่างๆ นั้น สรุปได้ว่าสิ่งที่ สสส.ทำไปนั้น ไม่ผิด

เพราะกฎหมาย สสส. มาตรา 3 เขียนไว้ชัดเจนที่สรุปได้ว่า “การสร้างเสริมสุขภาพ” หมายความว่า การใดๆ ที่มุ่งกระทำเพื่อสร้างเสริมให้บุคคลมีสุขภาวะ ทางกาย จิต และสังคม โดยสนับสนุนพฤติกรรมของบุคคล สภาพสังคม และสิ่งแวดล้อม ที่จะนำไปสู่การมีร่างกายที่แข็งแรง สภาพจิตที่สมบูรณ์ อายุยืนยาว และคุณภาพชีวิตที่ดี”

วิธีการทำ ก็มีมาตรา 5 วัตถุประสงค์กำหนดไว้ 6 ข้อ ซึ่งอยู่ในขอบข่ายอำนาจหน้าที่ทั้งหมด

สิ่งที่กฎหมายออกมาอย่างนี้ ขอเรียนว่า ผมเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่างกฎหมาย เป็นกฎหมายที่ผ่านการกลั่นกรองหลายชั้น ผ่านสภา ผ่านวุฒิสภา เรามีหน้าที่ทำตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เงินที่ได้เข้ามาทำอย่างไรจะเกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับข้อครหาไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ หรือความทับซ้อน เรื่องของจริยธรรม ของผู้บริหาร สสส.ที่เป็นกรรมการในมูลนิธิต่างๆ ที่ขอรับการสนับสนุน เรื่องนี้ตรงนี้ ขอยืนยันว่าไม่ผิด

แต่อาจจะมีข้อสงสัยว่า เหมาะสมหรือไม่ สมควรหรือไม่ ตรงนี้ต้องไปดูกันที่มาตรา 18 ที่ระบุชัดเจนว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (7) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับกองทุน หรือในกิจการที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน หรือได้รับประโยชน์ในกิจการที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน ทั้งนี้ ไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์และมิได้แสวงหากำไร

กรณีการใช้จ่ายเงิน มีการตั้งคำถามว่า บางโครงการไม่ค่อยเกี่ยวกับสุขภาพ หรือแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเลย ?

ตรงนี้ขอชี้แจงเลยว่า ทุกโครงการ สสส.จะมีคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมกันพิจารณาตีความโครงการต่างๆ ทุกโครงการที่เสนอเข้ามา ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งทำหน้าที่พิจารณาตีความ ว่า โครงการที่เสนอเข้ามาผ่านหรือไม่ สมควรได้รับการพิจารณาอนุมัติหรือไม่ โครงการไหนส่วนไหนไม่ผ่านคณะกรรมการก็จะตัดออกทันที

กรณีโครงการสวดมนต์ข้ามปี มีที่มาจาก เรื่องแรก อุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย 2 เทศกาล คือ เทศกาลปีใหม่ กับ สงกรานต์ ผู้เสียชีวิตมากขึ้นทุก เราจะปล่อยให้ตายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนั้นเหรอ อีกอย่างก็เป็น ค่านิยมเคานท์ดาวน์ นับถอยหลังปีใหม่ ที่จะมีการเฉลิมฉลอง ดื่มของมึนเมา ตรงนี้ สสส.เห็นว่า อันตราย จึงร่วมกับคณะสงฆ์ร่วมกันจัดสวดมนต์ข้ามปี เริ่มครั้งแรกคือปี 2553 และทำต่อเนื่องถึงปี 2557 ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนกระทั่งมหาเถรสมาคมมีมติให้วัดทั่วประเทศจัดสวดมนต์ข้ามปี ตรงนี้เป็นการสร้างสุขภาวะ เพราะสามารถปรับเปลี่ยนผู้คนที่ไปรวมตัวดื่มของมึนเมาระหว่างรอเคานท์ดาวน์ ให้ไปสวดมนต์แทน

กิจกรรมต่างๆ ที่ สสส.ทำไปแล้วก็หลายโครงการ แม้แต่โครงการรับน้องในมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้ปลอดของมึนเมา หรือแม้แต่งานบุญต่างๆ ตลอดจนงานศพก็เข้าไปดำเนินการให้ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: