เรียนวิทยาศาสตร์กับอพวช.ฝึกครูคิดตั้งคำถามผ่านกิจกรรม

เรียนวิทยาศาสตร์กับอพวช. ฝึกครูคิดตั้งคำถามผ่านกิจกรรม : ชุลีพร อร่ามเนตร

jigibcfjih7kabj5ef6ac.jpg

ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อย สำหรับงาน “มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูครั้งที่ 8 หรือ EDUCA 2015” ภายใต้แนวคิด “โรงเรียน!โรงเรียน!โรงเรียน!” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2558 โดยหน่วยงานองค์กรภาครัฐ เอกชนร่วมกันจัดขึ้น อาทิ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ที่ได้จัดกิจกรรม นิทรรศการ เสวนา การประชุมนานาชาติแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาครูอันนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของประเทศ อพวช.เป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน EDUCA มาอย่างต่อเนื่องยาวนานเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งทุกปีจะนำเสนอองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านนิทรรศการ เวิร์กช็อป และกิจกรรมต่างๆ จุดประกายความคิดให้ครูได้นำไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียน ส่วนปีนี้ กรรณิการ์ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ อพวช. เล่าว่า ปีนี้ อพวช.ได้นำกิจกรรมมากมายมาจัดแสดง นำเสนอให้คุณครูได้เลือกสรรเข้าร่วม โดยแบ่งกิจกรรมเป็นโซนนิทรรศการ ที่นำเสนอผ่านสื่อและการลงมือปฏิบัติ ทดลองเรียนรู้ไปพร้อมกัน เพื่อกระตุ้นให้คุณครูเกิดความคิด เล็งเห็นความสำคัญในการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงๆ “ปัจจุบันนี้ เด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดีช่วยในการศึกษาค้นคว้า แต่ทำให้ขาดทักษะการใช้มือ ฝึกกล้ามเนื้อในการจับต้อง ลงมือประดิษฐ์ ต่อชิ้นส่วนต่างๆ กิจกรรมในนิทรรศการ มีพิพิธภัณฑ์ NATURE TOY ที่มุ่งบรรยายและปฏิบัติเกี่ยวกับกิจกรรมการประดิษฐ์ของเล่นวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้ครูได้ทดลองเพื่อไปถ่ายทอดแก่เด็ก ฝึกให้เด็กได้ประดิษฐ์ เกิดการสังเกต เปรียบเทียบ และเกิดความสงสัย สามารถหาคำได้ด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์ มีการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยา เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านรอยเท้าสัตว์ และให้คุณครูได้ฝึกประดิษฐ์พวงกุญแจรอยเท้าสัตว์ เป็นรูปแบบกิจกรรมที่ครูสามารถนำไปประยุกต์ ปรับใช้การเรียนการสอนในชั้นเรียน โรงเรียนของตนเองได้” ต่อมาโซนที่ 2 จะเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับ “ของเล่นวิทยาศาสตร์ภูมิปัญญาไทย” กรรณิการ์ เล่าต่อว่า ของเล่นภูมิปัญญาไทยเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ครูสามารถใช้เป็นสื่อในการสอนวิทยาศาสตร์ได้ เช่น เรื่องเสียง แรง การเคลื่อนที่ พลังงาน ความเฉื่อย หรือแรงโน้มถ่วง เพราะวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่อยู่รอบด้วย และภูมิปัญญาไทย เป็นวิทยาศาสตร์ที่คนไทยไม่ควรละเลย และควรระลึกไว้ โดยในงานจะมีการทำเวิร์กช็อปประดิษฐ์ของเล่นควบคู่ไปกับการเรียนการสอน ทำให้เด็กสนุก ฝึกทักษะต่างๆ เกิดการเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ภูมิปัญญาไทย เกิดแรงบันดาลใจ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์จากกิจกรรมของเล่นภูมิปัญญาไทย โซนที่ 3 เรื่องเทคโนโลยี อพวช.นำเสนอวงจรอิเล็กทรอนิกส์ง่ายๆ ที่คุณครูหรือเด็กไทยได้มาทดลองต่อแล้วจะรู้ว่าไม่ยุ่งยาก แต่จะเข้าใจฟังก์ชัน กระบวนการทำงานต่างๆ นอกจากนั้นมีกิจกรรมเวิร์กช็อปอบรมครู ทั้งเรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์พกพา ใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างง่ายในการเรียนรู้ ปรากฏการณ์ท้องฟ้า การใช้แผนที่ดาว การหาทิศทาง เป็นต้น รวมถึงมีการอบรมการทำแอพพลิเคชั่น ให้ครูได้ฝึกทักษะการสังเกต กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อไปประกอบพัฒนาการเรียนการสอน “เชื่อว่าครูที่มาร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลาย จะทำให้ครูได้มีโอกาสพบเจอมุมมองใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นเด็กผ่านการลงมือทดลอง ตั้งคำถาม โดยเฉพาะเรื่องการตั้งคำถาม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการที่เด็กรู้จักตั้งคำถาม และอยากเรียนรู้คำถามในใจว่าเรื่องนั้นๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร ครูจะต้องมีเทคนิคอย่างไรที่ช่วยกระตุ้น หรือสร้างนิสัยให้เด็กเกิดคำถาม” อพวช.มีกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยให้ครูทำให้เด็กเกิดความสงสัย ตั้งคำถาม กรรณิการ์ เล่าอีกว่า ด้วยบริบทของการเรียนการสอนในขณะนี้ ทำให้เด็กๆ ไม่มีโอกาสที่จะสงสัยมากนัก ทั้งๆ ที่ความสงสัยเป็นธรรมชาติของคนทุกคน แต่ด้วยการเรียนในห้องเรียน เช่น ห้องเรียนขนาดใหญ่ ทำให้เด็กไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ความสงสัยจึงถูกปิดกั้น ดังนั้นครูต้องเปิดโอกาสให้เด็กฉุกคิด กระตุ้น หรือสงสัยแล้วถาม และเปิดโอกาสให้ทุกคำถาม ถึงเป็นคำถามที่ไม่ใช่ฉลาดเพียงเด็กกล้าที่จะถาม สงสัย และแสดงความสงสัยนั้นออกมา ครูต้องให้ทักษะที่ทำให้เด็กหากระบวนการคำตอบ ที่สามารถแก้ไขคำถามเหล่านี้ “ครูต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด และกิจกรรมต่างๆ ของ อพวช.จะทำให้ครู เปิดม่านความคิด ทัศนคติในการปรับการเรียนการสอนของตนเอง เห็นอีกมุมหนึ่งที่คุณครูไม่ควรมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ เพราะคุณครูอาจเน้นเรื่องการสอน แต่หลงลืมการให้ทักษะ กระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ เช่น สอนเด็กทำโครงงาน ซึ่งโครงงานที่ดีต้องเกิดจากความสงสัยอยากรู้ เกิดจากโจทย์ที่ดี แล้วโจทย์ที่ดีต้องมาจากสิ่งที่เด็กหรือคนทำอยากรู้จริงๆ” นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยี งานวิจัยต่างๆ ล้วนเกิดจากความกล้าคิด กล้าถามของมนุษย์ ถ้าจะสร้างนวัตกรรมในอนาคต ครูต้องปลูกฝังให้เด็กไทยกล้าคิด กล้าสงสัย การเข้าร่วมงานสัมมนาด้านการศึกษาต่างๆ เป็นการ เก็บเกี่ยวมุมมองใหม่ๆ นำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน และทำให้เด็กๆ ของครู เป็นเยาวชน เป็นคนคุณภาพในอนาคต “คุณครู” จึงเป็นความหวังของประเทศ

วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: