เด็กประเมินตนเองแนวปฏิรูปของประเดิมวิชาวิทย์

ชูธง..เปลี่ยนการศึกษาด้วยหัวใจให้เด็กประเมินตนเอง..ประเดิมวิชาวิทย์ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญเรื่อง ภาพประกอบจากทีมงานคุณหมอ

gk7ahgb998j99jj7ge8ak.jpg

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้น้อมนำพระราชกระแสเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู”, “ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า” และ “ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี” มาเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา และมุ่งมั่นขยายผลให้ลงไปสู่การศึกษาในทุกระดับ โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รับหน้าที่ขับเคลื่อน.. “ให้ใจ เป็นหัวใจ ของการศึกษา” คือคำตอบแรกที่ นพ.ธีระเกียรติ สะท้อนภาพใหญ่แนวทางการดำเนินการ นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า เวลานี้ได้เตรียมหลายโครงการที่จะขับเคลื่อน แต่ที่แน่ชัดและตกผลึกเพราะมีการศึกษาวิจัยระดับโลกรองรับ มีการศึกษาโดยมูลนิธิยุวสถิรคุณ ที่ดำเนินการมากว่า 1 ปี นั่นคือ โครงการ “Student Expectation” หรือการให้นักเรียนตั้งเป้าหมายทางการเรียนของตน เพื่อฝึกให้แข่งขันกับตัวเอง เบื้องต้นได้ทำความเข้าใจกันในระดับผู้บริหารของ ศธ.และเตรียมจะประกาศเป็นนโยบายให้สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เริ่มทันทีเมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ซึ่งเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และสร้างคุณูปการต่อการศึกษาไทย นพ.ธีระเกียรติ กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวเป็นการนำหลักจิตวิทยามาใช้เพื่อการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับเด็ก ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาตามแนวพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจะเริ่มใช้เพียง 1 วิชา คือ วิชาวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งสิ่งที่ครูต้องทำโดยใช้เวลาเพียง 2 นาที คือ เมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2/2558 ครูต้องให้นักเรียนประเมินตนเองว่าเกรด 4, 3, 2 และ 1 คิดว่าจะได้เกรดอะไร ซึ่งจะได้พบว่าบางคนอาจจะประเมินต่ำกว่าเป็นจริง เพราะคิดว่าตนเองไม่เก่ง หรือเด็กบางคนอาจจะประเมินไว้สูงเกินความจริง เพราะหลงตัวเอง เชื่อมั่นว่าตนเองเก่งหรือประเมินมั่วๆ ขณะที่บางคนก็ประเมินตรงตามความเป็นจริง สำหรับข้อดีของการให้เด็กประเมินตนเองจะกระตุ้นให้เด็กเกิดความกระตือรือร้น เอาจริงเอาจังกับการตั้งเป้าหมาย ซึ่งเราต้องการให้เขาคิดตั้งเป้าให้ถูกและพยายามไปถึงเป้าหมาย แต่ไม่ใช่ตั้งเป้าเพราะความอยากได้ นั่นหมายถึงเด็กไม่ต้องไปแข่งกับคนอื่นแต่แข่งกับตัวเอง ขณะที่ครูจะได้เรียนรู้จักเด็กทุกคนแต่ต้นเทอม ระหว่างทางในการเรียนเมื่อวิเคราะห์ว่าเขาอาจมีปัญหาไม่ได้ตามเป้าหมายก็จะหาวิธีการช่วยแก้ไขสร้างแรงผลักดัน แรงจูงใจให้เขาพยายาม และยังเป็นโอกาสทองที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กที่เกิดความผิดหวังเมื่อผลการเรียนไม่เป็นไปตามเป้าที่เขาประเมินตนเอง เป็นต้น “เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดเองขึ้นมาลอยๆ แต่มีงานวิจัยด้านการศึกษาระดับโลกโดย ศ.จอห์น แฮตตี้ ระบุว่า วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทรงพลังที่สุดมารองรับ และยังสอดคล้องกับแนวพระราชกระแสของในหลวง ที่มีพระราชดำรัสว่าเด็กต้องแข่งกับตนเอง ครูต้องสนใจเด็กและเด็กต้องสนใจเรียนจึงจะประเมินได้ดี ทั้งนี้ เราไม่ได้กำหนดวิธีการตายตัวว่าครูต้องทำอะไร แต่ทางมูลนิธิยุวสถิรกุลจะเข้ามาช่วยโดยจัดทำคลิปวิดีโอความยาว 5-10 นาที เพื่อสอนครูให้เข้าใจแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งจะมีหลากหลายคลิปให้เรียนรู้ และครูอาจจะดึงพ่อแม่และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เร็วๆ นี้จะมีการจัดอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจ” นพ.ธีระเกียรติ ระบุ ในส่วนการประเมินผลความสำเร็จโครงการนั้น นพ.ธีระเกียรติ อธิบายว่า ระยะแรกจะประเมินว่า ครูให้ความร่วมมือหรือไม่ผ่านสมุดพกนักเรียนในช่วงต้นและปลายภาคเรียน โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ช่วยลงไปติดตามและจะเรียกร้องให้พ่อแม่ขอดูด้วย ขณะเดียวกันมอบให้มูลนิธิยุวสถิรกุลทำการวิจัยควบคู่ไปด้วยในลักษณะสุ่มตัวอย่างเพื่อดูว่าผลลัพธ์ที่ได้เด็กดีขึ้นหรือไม่ คาดว่าเพียง 1 ภาคเรียนก็เริ่มเห็นผล ทั้งนี้เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่ปฏิรูปตามกระแส ตามความรู้สึกว่าอันนี้ดีต้องทำ แต่ต้องการปฏิรูปที่มีหลักฐาน มีเหตุมีผลและวัดผลความสำเร็จได้ จึงอยากให้เปลี่ยนการศึกษาด้วยใจ ซึ่งในงานวิจัยนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง “เชื่อว่าอาจจะมีเสียงต่อว่าผมกลับมาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะเยอะหรือไม่ แต่ผมจะขอแลกเปลี่ยน คือจะประกาศเลิกทาสกระดาษที่สร้างภาระให้ครู ตรงนี้จะดูแลแก้ไขให้ แต่ขอแลกด้วยเวลาเพียง 2 นาที ให้ครูมาร่วมมือกันทำเรื่องนี้ และในฐานะกระทรวงศึกษาธิการ ก็จำเป็นต้องกำหนดเป็นระดับนโยบายลงไป เพราะหากรอให้เกิดขึ้นผมเชื่อคงไม่มีทางเกิดขึ้น แต่ผมยืนยันว่าจะพยายามรบกวนและสั่งครูให้น้อยที่สุด เพราะอยากให้ครูได้เห็นการศึกษาที่มาจากตัวเด็กเอง ที่สำคัญไม่ใช่เป็นการมุ่งประเมินผลสัมฤทธิ์หรือความสำเร็จทางการศึกษาอย่างที่หลายคนมักต่อว่า เพราะวิธีนี้ก็สามารถประเมินความเป็นคนดีได้เช่นกัน” นพ.ธีระเกียรติ กล่าวในที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: