ใช้โซเชียลมากเสี่ยงฆ่าตัวตาย

สธ.ชี้ ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากเสี่ยงฆ่าตัวตาย กรมสุขภาพจิตแนะยึดหลัก “4 อย่า 3 ควร” ก่อนโพสต์-ช่วยเหลือ

65babhacbaf9gb87cbida.jpg

10 ก.ย. 58 ที่กระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) พร้อม นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต ร่วมแถลงข่าววันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ก.ย.ของทุกปี ในปีนี้ กำหนดประเด็นว่า “ป้องกันการฆ่าตัวตาย ยื่นมือเพื่อช่วยชีวิต”

โดย ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า สถานการณ์การฆ่าตัวตายทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 1.4 หรือ กว่า 800,000 คนต่อปี หรือ 11.69 ต่อประชากรแสนคน คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2563 โดยมีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 20 เท่าตัว สำหรับประเทศไทย ปี 2557 พบอัตราฆ่าตัวตายอยู่ที่ 6.08 ต่อประชากรแสนคน เท่ากับเมื่อปี 2556 ฆ่าตัวตายสำเร็จปีละกว่า 3,900 คน เฉลี่ย 1 คนในทุก 2 ชั่วโมง ผู้ชายฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิง 3 เท่า เป็นกลุ่มอายุ 35 – 39 ปีมากที่สุด ภาคเหนือมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าภาคอื่น อัตรา 10 ต่อประชากรแสนคน สูงสุดที่จังหวัดลำพูน 20 ต่อประชากรแสนคน แต่ถือว่าโดยรวมยังอยู่ในเป้าหมายที่กำหนดไม่เกิน 6.5 ต่อแสนประชากร

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า การป้องกันเน้น 2 กลุ่มเสี่ยง คือ

1. กลุ่มที่มีภาวะซึมเศร้า ซึ่งมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงที่สุด เช่น ผู้ที่มีอาการซึมเศร้า ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ข้อเสื่อม ไตวาย โรคหัวใจ และหลอดเลือด ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด ผู้ติดสุรา ยาเสพติด

2. กลุ่มฆ่าตัวตายด้วยความหุนหันพลันแล่น ซึ่งพบว่ากลุ่มที่เคยพยายามฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่ทำเพราะความหุนหัน และมีปัจจัยกระตุ้นจากดื่มสุรา ปัญหาครอบครัว

ทั้งนี้ มาตรการป้องกัน คือ การคัดกรองในระดับชุมชน เพื่อให้ได้รับการปรึกษาโดยเร็ว และเข้าสู่ระบบบริการ

“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกประการ คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม จำนวน 16 ล้านคน จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า ยิ่งเข้าถึงโลกออนไลน์มากเท่าใด ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการทำร้ายตนเอง / ฆ่าตัวตาย จะมีมากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มที่จิตใจอ่อนไหว เปราะบาง จึงต้องประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจถึงสัญญาณเตือน และวิธีการช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และหยุดการฆ่าตัวตาย”

ด้าน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเสริมว่า ผลการสำรวจพฤติกรรมการฆ่าตัวตายของคนไทยในจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง ทั้ง 12 เขตสุขภาพในรอบ 3 ปีนี้ พบอัตราการฆ่าตัวตายในเขตบริการสุขภาพที่ 1 , 8 และ 9 ซึ่งเป็นภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากความขัดแย้งในครอบครัว ผู้ชายและผู้หญิงคล้ายกัน คือ เกิดจากความน้อยใจ คนใกล้ชิดดุด่า ทะเลาะกับคนใกล้ชิด และทุกข์ทรมานจากการป่วยโรคเรื้อรัง โดยผู้หญิงจะมีเรื่องความรัก ความหึงหวง ผิดหวังในความรักด้วย โดยผู้ชายที่ฆ่าตัวตายสำเร็จร้อยละ 3 จะมีการทำร้ายคนอื่นร่วมด้วย ขณะที่ผู้หญิงร้อยละ 2 จะทำร้ายคนอื่นก่อนฆ่าตัวตาย ซึ่งก่อนการลงมือ มักมีสัญญาณเตือน ขอความช่วยเหลือในช่องทางต่างๆ

“ผู้ที่ฆ่าตัวตายเกือบครึ่ง จะแสดงท่าที หรือสัญญาณเตือนบอกเหตุแก่ครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดก่อน ตั้งแต่ 1 ชั่วโมง ถึง 1 เดือน ซึ่งจะพบมากที่สุดในช่วง 3 วันแรกก่อนการเสียชีวิต และร้อยละ 79 จะมีเหตุกระตุ้นก่อน เช่น ดื่มสุรา และทะเลาะกับคนใกล้ชิด ทั้งนี้ ประเทศไทยถือว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ที่มีอัตราการฆ่าตัวตาย 20 ต่อแสนประชากร เป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งไทยจะต้องเฝ้าระวังต่อไป”

นพ.เจษฎา กล่าวด้วยว่า การป้องกัน และลดปัญหาการฆ่าตัวตายจากสื่อสังคมออนไลน์ ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 อย่า และ 3 ควร

โดย 4 อย่า ได้แก่ 1. อย่าท้าทาย ไม่สื่อความหมายต่างๆ เช่น “ทำเลย” “กล้าทำหรือเปล่า” เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นให้เขาทำ 2. อย่าใช้คำพูดเยาะเย้ย เช่น “โง่” “บ้า” หรือตำหนิอื่นๆ เพราะจะยิ่งเพิ่มความคิดทางลบและเพิ่มโอกาสทำมากขึ้น 3. อย่านิ่งเฉย การนิ่งเสมือนเป็นการสนับสนุนทางอ้อม 4. อย่าส่งข้อความ หรือเผยแพร่ภาพการฆ่าตัวตายและความเศร้าโศกของครอบครัวผู้เสียชีวิตจนมากเกิน เพราะจะกระตุ้นให้ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายเกิดการเลียนแบบ และเป็นการเคารพผู้กระทำและความรู้สึกของญาติผู้เสียชีวิตด้วย

ส่วนสิ่งที่ควรทำ 3 ควร ได้แก่ 1. ควรห้าม หรือขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะโดยทั่วไปผู้ที่คิดฆ่าตัวตายส่วนใหญ่ จะลังเลใจ จะช่วยให้ยับยั้งใจได้มากขึ้น 2. ควรชวนคุย ประวิงเวลาให้มีโอกาสทบทวน โดยการถามถึงความทุกข์ รับฟัง และไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว ให้คิดถึงคนที่รักและเป็นห่วง แนะทางออกอื่นๆ 3. ควรติดต่อหาความช่วยเหลือ เช่น บุคคลที่ใกล้ชิดเขาที่สุดขณะนั้น

ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สำหรับช่วงอายุที่ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มอายุ 35 – 39 ปี โดยพบว่า อายุต่ำสุด คือ 10 ขวบ และสูงสุด คือ 93 ปี ในกรณีเด็ก 10 ขวบ แสดงถึงว่ากลุ่มเด็กก็มีปรากฏการณ์ฆ่าตัวตายเช่นเดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในครอบครัว ไม่สบายใจ อยากเรียกร้องความสนใจ และไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ โดยการที่คนเลือกทำร้ายตัวเอง เกิดจากการเลียนแบบวิธีการจากการที่สื่อนำเสนอ และโอกาสการเข้าถึงอุปกรณ์ เช่น อาวุธ สารเคมี ก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยกรมสุขภาพจิตมีสายด่วน 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ โทร 191 หรือสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อเข้าสู่ระบบบริการในการเข้ารับการช่วยเหลือ โดยเร็ว

นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สาเหตุการฆ่าตัวตายที่เกี่ยวกับโรคเรื้อรัง พบว่า อัตรสูงขึ้น 5.9 เท่า รองลงมาเกิดจากการติดสุราเรื้อรัง เพิ่มขึ้น 4.3 เท่า โดยพบว่า ข้อมูลในปี 2555 ร้อยละ 20 ของผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ อยู่ในภาวะการติดสุราเรื้อรัง โดยอยากขอให้ญาติของผู้ที่ติดสุราเรื้อรังได้เข้ารับการรักษาตัว และทราบว่าภาวะดังกล่าวนอกจากจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์บางจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง พบว่า มีความสัมพันธ์กับอัตราการดื่มสุราที่มีอัตราสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ ด้วย

(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว)

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: