ถอดบทเรียนรู้-วัฒนธรรมการอ่านผู้นำมุ่งมั่นนโยบายชัด

ถอดบทเรียนรู้-วัฒนธรรมการอ่านผู้นำมุ่งมั่น นโยบายชัด รวมพลังสังคม : ชุลีพร อร่ามเนตรรายงาน

edjc95di5g85j6a98kb5c.jpg

“การอ่าน” จุดเริ่มต้นการเรียนรู้ การพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนโยบาย ประกาศทศวรรษการอ่าน มีแนวทางส่งเสริมการอ่านให้เกิดขึ้นแก่คนในชาติ ทว่าที่ผ่านมาการอ่านกับคนไทยดูไม่กระเตื้องขึ้น แม้สถิติใหม่ล่าสุดผลการวิจัยในโครงการจัดทำแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนและการอ่านของไทย พ.ศ.2559-2562(4ปี) จัดทำโดย ผศ.ชนะใจ เดชวิทยาพร หัวหน้าโครงการ และคณะวิจัย ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากกรมการส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อนำเสนอเป็นร่างแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้และการอ่านของไทย พบว่า เด็กไทยใช้เวลาในการอ่านเฉลี่ยวันละ 1.51 ชั่วโมง แต่กลับพบปัจจัยอีกมากมายที่ส่งผลให้วัฒนธรรมการอ่านในไทยเกิดขึ้นอย่างกะปริดกะปรอย

จากการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งในส่วนการจัดทำแบบสอบถาม สัมภาษณ์กลุ่มนักเรียนนักศึกษา ครูอาจารย์ ผู้ปกครอง และผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงถอดบทเรียนวัฒนธรรมการอ่านทั้งในไทยและต่างประเทศ รศ.ดร.ธนิดา จิตร์น้อมรัตน์ นักวิจัยจากมธบ. กล่าวถึงวัฒนธรรมการเรียนรู้และการอ่านของต่างประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ เกาหลี และฮ่องกง 3 ประเทศที่ส่งเสริมทักษะการอ่านระดับนโยบายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตพลเมืองว่า ทั้ง 3 ประเทศประสบความสำเร็จสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้แก่พลเมืองประเทศ ด้วยเชื่อมั่นว่าการอ่านช่วยพัฒนาคุณภาพคนได้ โดยเกาหลีและสิงคโปร์ เน้นให้ประชาชนเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเกาหลีใช้ระบบการศึกษาเป็นยุทธศาสตร์ทำให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้การอ่าน และใช้ห้องสมุดเป็นแหล่งค้นคว้าเพิ่มเติมการอ่านเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ขณะที่ สิงคโปร์พัฒนาห้องสมุดเป็นตัวชูโรง ส่งเสริมประชาชนทั้งประเทศรักการอ่านและเรียนรู้การอ่านตลอดชีวิต โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เป็นเครื่องมือตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ พร้อมกับสร้างระบบการศึกษาที่แข็งแกร่ง ใช้การประเมินผลระบบการศึกษาสร้างศักยภาพให้ผู้เรียนและผู้จบการศึกษา ส่วนฮ่องกง กระทรวงศึกษาธิการและประชาชนเชื่อว่าการอ่านเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษา โรงเรียนต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการอ่าน นักเรียนจบการศึกษาต้องมีทักษะการอ่าน เรียนรู้เพื่อการอ่าน และอ่านเพื่อเรียนรู้ โดยใช้ระบบการศึกษาเป็นวิธีหลักในการส่งเสริมการอ่านอย่างชัดเจน และใช้ห้องสมุดเป็นแหล่งเสริมเพิ่มการเรียนรู้

ปัจจัยสำคัญทำให้ทั้ง 3 ประเทศนำไปสู่ความสำเร็จสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้คนในชาติ รศ.ดร.ธนิดา กล่าวต่อว่า ต้องเริ่มจากผู้นำประเทศเล็งเห็นการอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิต รากฐานสำคัญของการศึกษาช่วยสร้างประชากรมีคุณภาพ สังคมมีความเจริญ และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า รวมถึงต้องมียุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการอ่านต่อเนื่อง ผู้นำทั้ง 3 ประเทศได้บรรจุส่งเสริมการอ่านเป็นนโยบายประเทศ เพราะวัฒนธรรมเกิดขึ้นได้ต้องปฏิบัติซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง สอดรับกับความเอาจริงเอาจังของผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทุกฝ่ายต้องดำเนินการนโยบายการสร้างวัฒนธรรมการอ่าน ยอมรับยุทธศาสตร์และน้อมรับไปดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อให้นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อีกทั้งบุคลิกลักษณะเชื้อชาติของประชากร ต้องมีความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้ ยอมรับและศรัทธาในผู้นำประเทศ เปิดใจ ยอมรับการพัฒนาตนเอง ชอบเรียนรู้และเชื่อมั่นในการศึกษา และความร่วมมือของสังคม ชุมชน ผู้ปกครอง ภาคเอกชนต่างตระหนักและพร้อมใจกันสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการอ่าน ซึ่งปัจจัยทั้งหมดประเทศไทยต้องนำมาศึกษาและส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เป็นวัฒนธรรมประจำชาติ

ความสำเร็จของประเทศที่สามารถสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดขึ้นได้ล้วนมีหลากหลายข้อที่ประเทศไทยคงต้องนำมากลับมาทบทวนว่าจะดำเนินการเช่นใดได้บ้าง ผศ.ยุวดี ภักดีวิจิตร รองหัวหน้าโครงการ ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอ่านของไทยในช่วง 5 ปี (พ.ศ.2553-2557) พบว่าคนไทยไม่ค่อยอยากอ่านหนังสือ อาจสะท้อนมาจากอุปนิสัยของคนไทยตั้งแต่อดีตที่มีนิสัยสบายๆ ไม่เคร่งเครียด ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เนื่องจากสภาพแวดล้อมและภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ขณะเดียวกันเด็กไทยต้องสงบเสงี่ยม เรียบร้อย ไม่กล้าแสดงออก ทำให้ปิดกั้นการอ่านและการแสดงออกของเด็ก “คนไทยไม่มีนิสัยรักการอ่าน มีสื่อ กิจกรรมอื่นที่น่าสนใจมากกว่า การเข้าถึงของโทรทัศน์ทำให้คนไทยก้าวจากการฟังสู่การอ่านได้ไม่นานก็กระโดดไปดูทีวีมากที่สุด เด็กไม่พร้อม เยาวชน ครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครองทิ้งเวลาของลูกไว้กับพี่เลี้ยงหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ขาดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการกระตุ้นการอ่าน ปัญหาด้านกระบวนการสอน การส่งเสริมการอ่านไม่ต่อเนื่อง หนังสือ ทรัพยากรการอ่านมีจำนวนจำกัด ปัญหาห้องสมุด บรรณารักษ์ ครูไม่ส่งเสริมการอ่าน การเข้าถึงหนังสือ ความไม่ชัดเจนของแผนงานส่งเสริมการอ่าน ที่สำคัญหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ไม่ได้เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนกระบวนการอ่าน และโลกที่เปลี่ยนไปอาจทำให้คนอ่านกันสั้นลงแต่อาจจะอ่านเยอะขึ้น อนาคตหนังสือจะเปลี่ยนไปเป็นสื่อมัลติมีเดียมากขึ้นจนอาจทำให้คนมีสมาธิกับความเงียบน้อยลงและมีสมาธิในการอ่านสั้นลง”

นโยบายรัฐบาลที่ต้องสนับสนุนและส่งเสริมการอ่าน การศึกษามีความสำคัญ ผศ.ยุวดี กล่าวต่อว่า การที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวสู่วัฒนธรรมการอ่านได้นั้น ต้องเริ่มจากการมีนโยบายที่ชัดเจน มีผู้นำที่เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่อง โดยอาจมีหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมการอ่าน ซึ่งหากทำให้เกิดการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศโดยมุ่งสร้างวัฒนธรรมการอ่านอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่าประเทศไทยก้าวสู่สังคมวัฒนธรรมการอ่านได้ไม่ยาก เพราะคนไทยพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ผลการนำเสนอจากงานวิจัยครั้งนี้ จะรวบรวบสรุปเป็นแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนและการอ่านของไทย เพื่อจะมีการประมวลผลและระดมความคิดเห็นอีกครั้งในวันที่ 27 สิงหาคม 2558

วันพุธที่ 26 สิงหาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: