การยอมรับสิทธิชุมชนดูแลป่า แก้ปัญหาบุกรุกทำลายให้ตรงจุด

หลากมิติเวทีทัศน์ : การยอมรับสิทธิชุมชนดูแลป่า แก้ปัญหาบุกรุกทำลายให้ตรงจุด : โดย…เดโช ไชยทัพ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ

aab96f986f7aidekh6b9f.jpg

ความห่วงใยของสังคมไทยที่มีต่อสถานการณ์การทำลายทรัพยากรธรรมชาติป่าที่เกิดขึ้นอย่างมากจากปี 2516-2552 ประเทศไทยมีการลดลงของพื้นที่ป่ามากถึงปีละ 859,769 ไร่ต่อปี(จากการศึกษาของ ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปัญหาภัยแล้ง หรือปัญหาน้ำท่วม ที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคต หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง

ขณะที่อีกด้านหนึ่งสังคมไทยก็ยังมีความห่วงใยต่อการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าโดยไม่มีเอกสารสิทธิโดยชอบตามกฎหมาย แม้จะเคยอยู่อาศัยและทำประโยชน์มาเป็นระยะเวลายาวนาน บางรายอาจสืบทอดมรดกมาตั้งแต่ยังไม่มีการประกาศเป็นเขตป่าของรัฐก็ตาม หากแต่กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ล่าช้าในการมีระเบียบกฎหมายที่ล้าหลัง ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อประชาชนจำนวนมาก หรือบางรายที่บุกรุกพื้นที่ใหม่รัฐก็ไม่สามารถดำเนินการจับกุมยึดพื้นที่คืนได้ ด้วยข้อจำกัดของจำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีไม่มากพอ ปัญหาที่ดินในเขตพื้นที่ได้กลายเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน ทั้งยังมีประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตป่ามากถึง 530,136 ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 8,750,000 ไร่

ยุทธการทวงคืนผืนป่า ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันพยายามดำเนินการอยู่อย่างเข้มแข็งเอาจริงเอาจัง จับทั้งนายทุนและชาวบ้านที่บุกรุกป่าใหม่โดยดำเนินการในทุกภูมิภาค ทั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย ก็สามารถทวงผืนป่าคืนได้ไม่ถึง 1 แสนไร่ ขณะที่สถิติการบุกรุกพื้นที่ป่ายังมากถึง 859,769 ไร่ต่อปี หากเหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยก็จะสูญเสียพื้นที่ป่าอีกต่อไปไม่ต่ำกว่าปีละ 7 แสนไร่

จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะสามารถมีพื้นที่ป่ามากถึงร้อยละ 40 ของประเทศ ตามที่กำหนดไว้ในนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เพราะหากต้องการบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด ประเทศไทยต้องเพิ่มพื้นที่ป่าอีกจำนวน 27 ล้านไร่

ดังนั้นการปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรพิจารณานำหลักการมีส่วนร่วมและหลักสิทธิชุมชน เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูป การฝากความหวังของการปฏิรูปไว้กับกลไกหน่วยงานของรัฐเพียงอย่างเดียวเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อาจไม่สามารถนำพา หรือตั้งหลักในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ เพราะทุกฝ่ายต่างก็ทราบดีว่า เส้นทางในกลไกเช่นนี้หวังได้มากน้อยแค่ไหน

จากการประชุมสมาชิกสมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนด้านคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 170 องค์กรที่ได้เข้าร่วมประชุมระดมความเห็นเมื่อวันที่ 3-4 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา สำหรับหัวข้อ การจัดการปัญหาที่ดิน ป่าไม้ เป็นประเด็นหนึ่งที่สมาชิกได้ร่วมระดมความเห็นแลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวาง ทั้งการติดตามข้อเสนอการปฏิรูประดับกฎหมาย การติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งการดำเนินงานตามกรอบที่องค์กรสมาชิกดำเนินการได้ดำเนินการในระดับพื้นที่ต่างๆ ทั้งด้านการรวมกลุ่ม ทำข้อมูล สร้างระเบียบ สร้างกฎหมายระดับท้องถิ่น

ทำให้เห็นทิศทางใหม่ที่ควรใส่ใจและมุ่งมั่นให้เกิดสัมฤทธิผลที่มากขึ้นคือ การเพิ่มความสามารถ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนท้องถิ่น อย่างในจังหวัดเชียงใหม่ มีชุมชนอยู่ในและใกล้ชิดพื้นที่ป่าทั้งหมด 1,283 ชุมชน จากจำนวนทั้งหมด 2,871 ชุมชน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางระบบการแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน สร้างคนให้มีความรู้ความเข้าใจ เห็นความสำคัญของการรักษาจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมกลุ่มจัดทำระเบียบกติกา ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ จัดทำระบบข้อมูลแผนที่ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาระบบการเกษตรที่เหมาะสมกับการอนุรักษ์ การพัฒนาระบบการปลูกต้นไม้ในแปลงเกษตร การป้องกันไฟป่า ฯลฯ

หากชุมชนทั้งหมดที่อยู่ใกล้ชิดป่า มีความสามารถในการทำหน้าที่ในการจัดการป่าได้อย่างเข้มแข็ง มีระบบในการติดตามตรวจสอบ รายงานผลที่ทันสมัย ป่าในจังหวัดเชียงใหม่ก็จะไม่ถูกทำลาย ต้นน้ำแม่ปิงก็จะถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี ไฟป่าหมอกควันก็จะได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม การชะล้างหน้าดิน ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมรุนแรง ปัญหาภัยแล้ง ก็จะไม่รุนแรงต่อไป ในทางตรงกันข้ามหากปล่อยให้ชุมชนดำรงอยู่โดยไม่มีมาตรการไปส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง การทำลายล้างก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ

การข้ามพ้นกับดักทางความคิดในการกำหนดนโยบายและกฎหมายเพื่อสนับสนุนทิศทางใหม่ จำเป็นต้องมีการศึกษาแลกเปลี่ยนอย่างรอบด้าน ทั้งในส่วนขององค์กรชุมชนและภาครัฐ ภาคธุรกิจและสังคมเมือง ทั้งนี้เพราะทัศนคติของคนส่วนใหญ่ เมื่อได้ยินคำว่าสิทธิชุมชนก็รีบปฏิเสธ หรือต่อต้านในทันที เพราะระบบคิดจิตใต้สำนึกที่ติดอยู่กับภาพลักษณ์ ความเชื่อชุดเดิม ว่าป่าที่ถูกทำลายก็ล้วนมาจากน้ำมือและความละโมบของชาวบ้านที่อยู่ใกล้ชิดป่าทั้งนั้น และถ้าหากรัฐมอบอำนาจและสิทธิให้ชุมชนมีสิทธิในการจัดการป่า ก็จะทำให้อัตราการเพิ่มความเสี่ยงในการทำลายป่าสูงมากขึ้น

แต่ที่อยากย้อนให้เห็นก็คือ พัฒนาการด้านสิทธิชุมชน ซึ่งมีพัฒนาการมาเป็นลำดับ ในช่วงเริ่มต้น เป็นพัฒนาการที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับภัยคุกคาม ที่รัฐและทุนเข้าไปแย่งชิงฐานทรัพยากรที่ชุมชนเคยพึ่งพาอาศัยและใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนาน เช่น กรณีที่รัฐให้สัมปทานเช่าพื้นที่ป่าที่ชาวบ้านเคยใช้ประโยชน์ร่วมกัน แก่นายทุนเพื่อนำไปปลูกสร้างสวนป่า หรือ การทำเหมืองแร่ โรงโม่หิน การประกาศเขตป่าอุทยาน เป็นต้น จากนั้นเข้าสู่ยุคการจัดการให้มีระเบียบและกติกาของส่วนรวม ในการบริหารจัดการร่วมกัน ของสมาชิกในชุมชน

ต่อมาจึงได้เริ่มขยายขอบเขตให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการร่วมกำหนดขอบเขตหรือระเบียบกติกาต่างๆ มากขึ้น ทั้งที่ปรากฏในรูปแบบคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาย่อย หรือกรรมการระดับตำบล เป็นต้น จึงส่งผลทำให้ขอบเขตการจำแนกที่ทำกิน หรือการกำหนดเป็นเขตป่าต้นน้ำหรือเขตป่าใช้สอย มีการต่อรอง ปรับเปลี่ยนให้เกิดความเหมาะสมมากขึ้น ระเบียบการใช้และการแบ่งปันน้ำระหว่างคนบนพื้นที่สูงกับคนพื้นราบก็มีพื้นที่ในการต่อรอง จัดทำข้อตกลงหรือระเบียบกติการ่วมกันได้มากขึ้น และในยุคต่อมายังได้มีการขยายเชื้อเชิญหน่วยงานภาครัฐทั้งที่เป็นท้องถิ่นและส่วนกลาง เข้ามาร่วมกันกำหนดแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรป่าในฐานะของทรัพยากรสาธารณะ ร่วมกันมากขึ้น

ส่งผลทำให้ฐานทรัพยากรธรรมชาติได้รับการคุ้มครองส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพของพื้นที่ป่า เป็นอย่างดี มีดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนรอบด้าน ทั้งด้านนิเวศป่า สัตว์ป่า การป้องกันการบุกรุก ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสังคม ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน เป็นต้น นอกจากนั้นหน่วยงานภาครัฐก็เริ่มเข้ามีส่วนร่วมในการหนุนเสริมการบังคับใช้ระเบียบกติกาของชุมชน ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานภาครัฐเป็นระบบการจัดการร่วมระหว่างรัฐกับชุมชนและท้องถิ่น ภาคีวิชาการ (co management) เป็นระบบการบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกับหลักภูมิสังคม หลักความหลากหลายทางวัฒนธรรม หลักพหุนิยมทางกฎหมาย (Legal Pluralism) โดยพัฒนากฎระเบียบท้องถิ่นให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน (Neo customary law)

อาจกล่าวได้ว่า พัฒนาการของสิทธิชุมชน ได้ข้ามพ้นสิทธิอันคับแคบ ที่มุ่งหวังเพียงสิทธิและผลประโยชน์ของชุมชนเพียงเท่านั้น ไปสู่สิทธิอันกว้างขวางเชื่อมโยงหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนได้มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการคิดเพื่อคนรุ่นหลังที่จะตามมา คิดถึงคนต้นน้ำท้ายน้ำ คิดถึงมาตรการการควบคุมให้เกิดการใช้สอยตามความจำเป็น มิใช่การตอบสนองความอยาก อันไม่รู้จักพอ รูปธรรมความสำเร็จในการยกระดับสิทธิชุมชนในมุมที่กว้างได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายๆ พื้นที่

เช่น ลุ่มน้ำแม่กลาง ลุ่มน้ำแม่ยะแม่ปอน ลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะแม่แตะ ลุ่มน้ำแม่แปะ ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เขตอุทยานแห่งชาติออบหลวง เขตป่าสงวนแห่งชาติอำเภอจอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็นต้น รูปธรรมที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เห็นว่า การมีส่วนร่วม และสิทธิชุมชนที่ก้าวหน้า ได้เป็นเครื่องมือสำคัญประเภทหนึ่งในการสร้างหลักธรรมาภิบาลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น จะมีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น หากผู้บริหารประเทศสามารถจัดกระบวนการรับฟังข้อเสนอของประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชนนักวิชาการ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และนำข้อเสนอดังกล่าวไปสู่การกำหนดวาระการปฏิรูปในระดับต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: