กรมศิลป์ยันไม่เจรจาทุบศาลารายวัดกัลยาณ์

icabkhhaek5hgc6a98jb6.jpg

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร แถลงข่าวว่า จากกรณีที่กรมศิลปากรเข้าทุบศาลาราย 2 หลังของ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ซึ่งทางวัดได้ทุบทำลายโบราณสถานของเก่าและสร้างศาลารายขึ้นมาใหม่แทนนั้น เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ทางวัดได้พยายามขอเจรจาหารือในเรื่องนี้ รวมถึงทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ก็ได้ประสานมายังทางนิติกร เพื่อขอหารือในเรื่องนี้ ตนยืนยันว่า กรมศิลปากรไม่ได้ปฎิเสธที่จะหารือกับทางวัด แต่ต้องแยกเป็นเรื่องๆ ให้ชัดเจน ถ้าจะมาขอประนีประนอมไม่ให้ทุบศาลารายก็คงไม่เจรจาเรื่องนี้ ทางวัดรื้อทำลายโบราณสถานไปถึง 20 รายการ ใครจะรับผิดชอบในแง่กฎหมาย และการสร้างใช้คืน เพราะฉะนั้นหากจะมาเจรจาให้ยกเลิกการรื้อถอนศาลารายคงไม่คุยด้วย ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย หากตนละเว้นก็จะถูกฟ้องร้องได้ว่า ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ แต่ถ้าจะมาหารือเกี่ยวกับการดำเนินการในอนาคตจึงจะสามารถทำได้

“วัดกัลยาฯ ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในปี 2492 ซึ่งในรุ่นนั้นมีวัดอีกกว่า 20 แห่ง ที่ขึ้นทะเบียนพร้อมกัน อาทิเช่น วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) แต่ทุกวัดไม่มีปัญหา เพราะก่อนที่ทางวัดจะดำเนินการใดๆ ได้แจ้งขออนุญาตและหารือมายังกรมศิลปากรก่อน มีเพียงวัดกัลยาฯ ที่เดียวที่มีปัญหา ส่วนการทุบศาลารายนั้น ขณะนี้ทุบเสร็จไปแล้ว 1 หลัง อีก1 หลัง คาดว่าจะดำเนินการทุบเสร็จไม่เกิน 1 สัปดาห์ และจากนั้นกรมศิลปากรน่าจะเข้าปรับปรุงพื้นที่ได้ภายในเดือนส.ค.นี้” นายบวรเวท กล่าว

อธิบดีกรมศิลปากร ยืนยันด้วยว่า ทางวัดกัลยาฯ ได้รับรู้เรื่องมาโดยตลอดในกรณีที่กรมศิลปากรไม่อนุญาตให้ทางวัดทุบทำลายโบราณสถาน ที่ชัดเจนก็คือ ในปี 2546 กรมศิลปากรได้แต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน 18 คน เพื่อจัดทำแผรปรับปรุงวัด ซึ่งมีผู้แทนจากกรมศิลปากร วัดกัลยาฯ สำนักงานเขต และสน.บุปผารามเข้าร่วมด้วย และเมื่อมีการประชุมคณะกรรมการนัดแรกเมื่อวันที่ 19 พ.ย.2546 วัดกัลยาฯ ก็ได้ส่งรองเจ้าอาวาสเป็นตัวแทนเข้าประชุม หลังจากนั้น ในปี 2547 ทางวัดได้ขอบูรณะวิหารน้อย แต่ทางกรมศิลปากรยังไม่อนุญาต เพราะขอให้ทางวัดกลับไปปรับปรุงแบบก่อน ต่อมาในปี 2548 ทางวัดกัลยาฯ ขออนุญาตบูรณะสิหารหลวง แต่ทางกรมศิลปากรให้ทางวัดกลับไปรับปรุงแบบก่อนเช่นกัน แสดงให้เห็นว่า วัดเข้าใจขั้นตอนในการขออนุญาตปรับปรุงโบราณสถานว่าต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากร แต่ในปี 2550 ทางวัดได้เริ่มรื้อทำลายโบราณสถาน ได้แก่ ศาลาทรงปั้นหยา และหอระฆัง ทางกรมศิลปากรได้ทำหนังสือแจ้งให้หยุดกระทำการใดๆ และในปี 2551 กรมศิลปากรได้หารือร่วมกับฝ่ายสงฆ์ โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ( เจ้าอาวาสวัดชนะสงครามในขณะนั้น) เป็นองค์ประธานในที่ประชุม ซึ่งสมเด็จพระมหาธีราจารย์ได้สั่งให้เจ้าอาวาสวัดกัลยาฯ หยุดการรื้อถอนโบราณสถาน และให้แจ้งกรมศิลปากรก่อนดำเนินการใดๆ แต่ในปีเดียวกันวัดกัลยาฯ กลับเข้ารื้อถอนโบราณสถานต่อ นำมาสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีในที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: