ประเทศชาติจะก้าวไกล ถ้าคนไทยรู้รักสามัคคี

776470.jpg

ประเทศชาติจะก้าวไกล

ถ้าคนไทยรู้รักสามัคคี

ถวิล อรัญเวศ

*******

สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ประเทศชาติอยู่ในภาวะที่ต้องอาศัยความรัก ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อที่จะให้อยู่รอด ปลอดภัย ประเทศไทยจะเป็นปึกแผ่นมั่นคงได้ก็ด้วยอาศัยคนไทยทุกคน ร่วมด้วยช่วยกัน คนไทยทุกคนทุกฝ่าย ต้องสามัคคีกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังพระบรมราโชวาทที่ทรงตรัสไว้ว่า “…ในปัจจุบันนี้ เป็นที่ทราบว่า ประเทศชาติอยู่ในภาวะที่ต้องอาศัยความเข้มแข็ง เพื่อที่จะให้อยู่รอด ประเทศไทย จะอยู่ได้ ก็ด้วยทุกคน ทุกฝ่ายสามัคคีกัน

ความสามัคคีนั้น ได้พูดอยู่เสมอว่าต้องมี แต่อาจจะเข้าใจยากว่า ทำไมสามัคคีจะทำให้บ้านเมืองอยู่ได้ สามัคคีก็คือ การเห็นแก่บ้านเมืองและช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองอยู่ได้ สามัคคีนี้ก็คือ การเห็นแก่บ้านเมือง และช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และไม่ทำลายงานของกันและกัน และทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต้องส่งเสริมงานของกันและกัน และไม่ทำลายงานของกันและกัน มีเรื่องอะไรให้ได้พูดปรองดองกัน อย่าเรื่องใครเรื่องมัน และงานก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม…”

(พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในพิธีประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๙)

สามัคคีที่สำคัญที่สุดคืออะไร ก็คือ สามัคคีในชาติ ไม่ใช่ว่า ความสามัคคีในคณะไม่ดี แต่ต้องระวัง ถ้าสามัคคีกัน แต่ว่าไป ก้าวก่ายหรือไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ในสถาบันก็เป็นความผิด ถ้าสามัคคีในสถาบันไปทำให้คนอื่นเสียหายหรือเดือดร้อนก็ไม่ดี เพราะทำให้เสียหายต่อสามัคคีของชาติ ………

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: ๓ เมษายน ๒๕๐๓)

สามัคคีกัน ปรองดองกัน นี่ความหมายของความสามัคคี ใครๆ ก็บอกว่า ให้สามัคคีปรองดองกัน ช่วยเหลือเพื่อประเทศชาติ แต่แปลว่าอะไรก็ไม่รู้ ถ้าคนหนึ่งคนใดในที่ประชุมนี้ เรียกร้องพื้นที่สำหรับยืนเกินจำเป็น โดยอ้างความสุขส่วนตัว คนอื่นก็ต้องประท้วง เราทั้งหลายอยู่ได้ก็เพราะว่า มีความสามัคคีปรองดองกัน

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗)

จากพระราชดำรัสดังกล่าว พอสรุปได้ว่า ความสามัคคี คือ ความสามารถจะทำงานเพื่อส่วนรวม หรือความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกันและกัน เพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งความสามัคคี นั้น แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑. ความสามัคคีทางกาย

๒. ความสามัคคีทางจิตใจ

ความสามัคคีทางกาย คือการที่จะทำอะไรก็พร้อมเพียงกัน ร่วมด้วยช่วยกัน

ประเทศชาติขอความร่วมมือจากประชาชนคนในชาติอย่างไร ก็ต้องร่วมใจกันทำใน

สิ่งนั้นให้บังเกิดขึ้นจนได้ มีการประสานกันในแรงกาย แรความคิด ประสานกันความรู้ และทักษะของผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มากมาย เพื่อส่งผลสำเร็จในด้านต่าง ๆ มาสู่ประเทศ

ส่วนความสามัคคีทางจิตใจ คือแต่ละคนอาจจะมีความเห็นต่าง ๆ กันแต่เรา

ไม่แตกความสามัคคี เป็นลักษณะของการปรองดองกัน โดยเกิดจากความเมตตากรุณาต่อกันและกัน มีจิตใจผูกพันที่จะช่วยเหลือกันและกัน เพื่อให้งานนั้น ๆ บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

ความ “สามัคคี” คือ ความพร้อมเพรียง ได้แก่ ความพร้อมเพรียงกันทางกายวาจา และใจ พร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่บังเกิดผลเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม พร้อมเพรียงกันทำงานในหน้าที่ของตน ใครมีหน้าที่อย่างไร ก็ทำอย่างนั้น ตั้งใจทำให้เต็มกำลัง เต็มความสามารถของตน อย่างนี้เรียกว่า “สามัคคี”

ปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดความสามัคคี คือ ความรัก ความปรารถนาดีต่อกันและกัน มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน หรือความร่วมมือและร่วมใจกัน เป็นสิ่งที่สำคัญที่คนไทยทุกคน ๆ คนพึงมีอยู่ในจิตสำนึก และช่วยกันสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น พื้นฐานที่สุดของการจรรโลงความสามัคคีกลมเกลียวกันให้บังเกิดขึ้น และดำรงอยู่ต่อไปอย่างแน่นแฟ้น คือ การรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง ในหมู่สมาชิกของสังคม และประเทศนั้น ๆ กล่าวคือ ผู้ใดมีบทบาทหน้าที่อันใดอยู่ ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไปให้ทันการณ์ทันเวลา โดยเต็มกำลัง ความรู้ ความสามารถ และโดยบริสุทธิ์จริงใจ ผลงานของแต่ละคนจักได้ประกอบส่งเสริมกันขึ้นเป็นความสำเร็จและความมั่นคงของชาติ

การที่จะเกิดความสามัคคีได้ในการกระทำต้องเริ่มจากใจภายในเสียก่อน ถ้าทุกคนมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว ประเทศชาติย่อมคลาดแคล้วจากภัยของศัตรู และตั้งมั่นมีความสุขสมบูรณ์อยู่ได้ หากขาดความสามัคคี ไม่รักใคร่ไว้วางกัน ปราศจากความปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การดำเนินงานย่อมจะไม่สำเร็จ ธรรมที่เสริมสร้างความสามัคคีของหมู่คณะคือ

๑. ทาน คือ การให้ปันสิ่งของแก่กันและกัน ตลอดจนให้ความรู้ ความเข้าใจ และศิลปวิทยา

๒. ปิยวาจา คือ พูดจาปรารัยด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน เป็นที่เจริญใจ มีวาจาที่นิ่มนวล อ่อนหวาน เป็นคุณ ทำให้เกิดความพอใจแก่ผู้ได้ยินได้ฟัง

๓. อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันและกัน ช่วยเหลือกันด้วยกำลังกาย กำลังความคิด และกำลังทรัพย์ เป็นต้น

๔. สมานัตตตา คือ การวางตนเหมาะสม เสมอต้นเสมอปลาย ประพฤติปฏิบัติตามที่ควรจะเป็นวางกิริยาอัธยาศัยให้เหมาะกับฐานะหรือตำแหน่งหน้าที่การเสริมสร้าง

ความสามัคคี มีแต่ได้ไม่มีเสียหาย ขอให้ปรารถนาดีต่อกันอย่างจริงจัง และปฏิบัติตามธรรม ๔ ประการ ข้างต้น เมื่อได้ประพฤติปฏิบัติ ความสามัคคีย่อมจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดความสามัคคีขึ้นแล้ว การงานทุกอย่างแม้จะยากสักเพียงใด ก็กลายเป็นง่าย ชีวิตมีแต่ความราบรื่น แม้จะเกิดอุปสรรคก็สามารถขจัดให้หมดสิ้นได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “สามัคคีคือพลัง” เพียงแต่ทุกคนดำรงชีวิตบนพื้นฐานแห่งคุณธรรม ให้ทุกคนมีความรัก และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีและเสียสละเพื่อส่วนรวม ดังพุทธภาษิตว่า “สุขา สงฆสส สามคี “แปลว่า “ความสามัคคีของหมู่ทำให้เกิดสุข” ข. สาราณียธรรม 6 ประการ คือ

สาราณียธรรม หมายถึง หลักธรรมที่เป็นเหตุก่อให้เกิดความระลึกถึงกัน ก่อให้เกิดความรักและความเคารพระหว่างกัน มี ๖ ประการ ได้แก่

๑. เมตตากายกรรม คือการปฏิบัติ การกระทำต่อกันทางกาย ด้วยการช่วยเหลือกิจธุระต่างๆ โดยเต็มใจ เช่นช่วยถือสิ่งของ ช่วยทำความสะอาดบ้านเรือนที่อยู่อาศัย หาอาหารให้รับประทาน ซักเสื้อผ้าให้ แสดงอาการกิริยาสุภาพต่อกัน เคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เป็นต้น

๒. เมตตาวจีกรรม คือการกล่าววาจาที่สุภาพต่อกัน ไม่ด่าทอ นินทา กล่าวร้าย หรือพูดคำหยาบ มีแต่บอกสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอน แนะนำ ตักเตือนกันด้วยความหวังดี พูดถึงกันด้วยความเคารพนับถือทั้งต่อหน้าและลับหลัง

๓. เมตตามโนกรรม คือการมีจิคปรารถนาดี คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดีมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน

๔. สาธารณโภคี ได้สิ่งใดมาแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ แบ่งปันลาภผลที่ได้มาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อยก็แจกจ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน

๕..สีลสามัญญุตา คือการประพฤติที่สุจริตดีงาม รักษาระเบียบวินัยของส่วนรวม ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจ หรือเสื่อมเสียแก่หมู่คณะ

๖. ทิฏฐิสามัญญุตา คือการเคารพรับฟังความคิดเห็นกัน มีความเห็นชอบร่วมกัน ตกลงกันได้ในหลักการสำคัญ ไม่สร้างข้อขัดแย้งโดยไม่มีเหตุผล จนทำให้ไม่มีเมตตากายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ต่อกัน ยึดถืออุดมคติ หลักแห่งความดีงาม หรือ จุดหมายสูงสุดอันเดียวกัน ค. อปริหาณิยธรรม ๗ ประการ

๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ เป็นการประชุมพบปะปรึกษาหารือกิจการงานต่าง ๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันโดยสม่ำเสมอ ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม เลิกประชุม และทำกิจกรรมร่วมกัน เป็น

การประชุมและการทำกิจกรรมทั้งหลายที่พึงกระทำร่วมกัน หรือพร้อมเพรียงกันลุกขึ้นป้องกันบ้านเมือง

๓. ไม่บัญญัติ หรือล้มเลิกข้อบัญญัติต่าง ๆ เป็นการไม่เพิกถอน ไม่เพิ่มเติม ไม่ละเมิดหรือวางข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันมิได้ตกลงบัญญัติไว้ และไม่เหยียบย่ำล้มล้างสิ่งที่ตกลงวางบัญญัติไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ

๔. ให้ความเคารพและรับฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เป็นผู้มีประสบการณ์ยาวนาน ดังนั้นเราต้องให้เกียรติ ให้ความเคารพนับถือ และรับฟังความคิดเห็นของท่านในฐานะที่เป็นผู้รู้และมีประสบการณ์มามาก

๕. ไม่ข่มเหงสตรี เป็นการให้เกียรติและคุ้มครองสตรี มิให้มีการกดขี่ข่มเหงรังแกสตรี

๖. เคารพบูชาสักการะเจดีย์ คือการให้ความเคารพศาสนสถาน ปูชนียสถาน อนุสาวรีย์ประจำชาติ อันเป็นเครื่องเตือนความจำ ปลุกเร้าให้เราทำความดี และเป็นที่รวมใจของหมู่ชน ไม่ละเลย พิธีเคารพบูชาอันพึงทำต่ออนุสรณ์สถานที่สำคัญเหล่านั้นตามประเพณีที่ดีงาม

๗. ให้การอารักขาพระภิกษุสงฆ์หรือผู้ทรงศีล เป็นการจัดการให้ความอารักขา บำรุง คุ้มครอง อันชอบธรรม แก่บรรพชิต ผู้ทรงศีลทรงธรรมบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านอยู่โดยผาสุก สรุป

ประเทศชาติจะก้าวไกล ถ้าคนไทยรู้รักสามัคคี คือการแสดงออกถึงความพร้องเพรียงและสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ มีอะไรก็ร่วมด้วยช่วยกัน

ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ทางกาย คือการตั้งใจทำหน้าที่ของตนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใครมีบทบาทหน้าที่อะไร ก็ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ทำอะไรเกิน

ขอบเขตด้านสิทธิเสรีภาพ ใช้สิทธิเสรีภาพบนพื้นฐานที่เคารพในสิทธิเสรีภาพของคน

อื่นด้วย ทางวาจา ไม่พูดจาให้ร้ายกันและกันจนทำให้เกิดความบาดหมางกันและกัน

พูดจาด้วยถ้อยคำที่สุภาพอ่อนน้อมต่อกันและกัน ให้เกียรติกันและกัน ทางใจ คือ

มีใจยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ตน หลักธรรมที่จะทำให้

เกิดความรักสามัคคี ความปรองดองสมานฉันท์ เช่น สังคหวัตถุ ๔ รู้จักให้ รู้จักพูด

ด้วยถ้อยคำสุภาพ บำเพ็ญประโยชน์ต่อกันและกัน และวางตนเสมอต้นเสมอปลาย

สารานียธรรม ๖ และอปริหานิยธรรม ๗ ประการ เช่น หมั่นประชุมกันอยู่เสมอ

พร้อมเพรียงกันเวลาประชุม และเลิกประชุมตามเวลา ไม่บัญญัติหรือล้มเลิกข้อบัญญัติที่ไม่ได้ตกลงกันไว้ ให้ความเคารพและรับฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่

ไม่กดขี่ข่มเหงสตรี เคารพบูชาสักการะเจดีย์ คือการให้ความเคารพศาสนสถาน

ปูชนียสถาน อนุสาวรีย์ประจำชาติ ให้การอารักขาพระภิกษุสงฆ์หรือผู้ทรงศีลซึ่งเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านอยู่โดยผาสุก

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: