ผวา!

95ce5j7fhg75ib556iahg.jpg

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ประมาณกลางปี 2554 องค์การอนามัยโลกได้รับแจ้งการค้นพบเชื้อไวรัสลึกลับตัวใหม่ ในดินแดนตะวันออกกลาง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ไวรัสตัวนี้จะมีอิทธิฤทธิ์มากน้อยแค่ไหน จนกระทั่งช่วงเดือนมีนาคม 2555 กระทรวงสาธารณสุขซาอุดีอาระเบียยืนยันการพบผู้ป่วยด้วย “โรคลึกลับคล้ายไวรัสโรคซาร์ส” หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง และผู้ป่วยคนแรกเสียชีวิตไปหลังเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลไม่นาน…

เมื่อนักวิทยาศาสตร์เอาเชื้อจากคนไข้ไปวิเคราะห์อย่างละเอียดพบว่า เป็นไวรัสตัวใหม่จริง พร้อมตั้งชื่อให้ว่า “โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง” (Middle East respiratory syndrome coronavirus, MERS-CoV) หรือบางครั้งเรียกกันว่า “ไวรัสโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2012” คนทั่วไปนิยมเรียกสั้นๆ ว่า “ไวรัสเมอร์ส” โดยปี 2555 พบผู้ติดเชื้อนี้ทั่วโลก 9 ราย เสียชีวิต 6 ราย อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 67% สร้างความหวั่นวิตกให้แก่ผู้เชี่ยวชาญไวรัสทั่วโลก

เนื่องจาก “ไวรัสเมอร์ส” เป็นครอบครัวเดียวกันกับ “ไวรัสซาร์ส” หรือ “โรคซาร์ส” (Severe Acute Respiratory Syndrome; SARS) เป็นไวรัสในกลุ่มตระกูล “โคโรนาไวรัส” (Corona Virus) กลุ่มไวรัสนี้ทำให้อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลันรุนแรง ผู้ป่วยมีอาการไข้ ไอ หอบ หายใจลำบาก และอาการที่โดดเด่นคือ ทำให้ “ปอดบวม” ปอดอักเสบ หรือนิวโมเนีย เมื่อปอดบวมหรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว บางครั้งมีอาการไตวายแทรกซ้อน หากผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาช้าจะเสียชีวิตทันที

ย้อนไปเมื่อปี 2545 ไวรัสซาร์สพบครั้งแรกที่ประเทศจีน ก่อนแพร่ระบาดหนักไปยัง 29 ประเทศทั่วโลก มีรายงานผู้ป่วย 8,098 ราย และเสียชีวิต 774 ราย จนกระทั่งปลายปี 2546 จึงสามารถควบคุมไวรัสซาร์สได้ในที่สุด หากเปรียบเทียบ 2 ไวรัสตัวนี้แล้ว นักวิทยาศาสตร์เป็นกังวลมากกับการลุกลามของ “ไวรัสเมอร์ส” เพราะมีอัตราเสียชีวิตถึงร้อยละ 40 ขณะที่ “ไวรัสซาร์ส” มีเพียงร้อยละ 9.6

หากย้อนดูสถิติตั้งแต่ปี 2555 พบผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์ส 24 ประเทศทั่วโลก รวม 1,142 คน เสียชีวิตไปแล้ว 465 คน เฉพาะปี 2557 มีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงถึง 759 คน เสียชีวิต 262 คน

และที่สร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลกช่วงนี้คือ ข่าวจากประเทศเกาหลีใต้ที่ประกาศพบผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์สอย่างน้อย 25 คน เสียชีวิตไปแล้ว 2 คน ยิ่งไปกว่านั้น มีผู้ป่วยที่หนีออกจากพื้นที่สถานกักกันโรค 1 คน แอบหนีเข้าสู่จีน สร้างความหวาดผวาให้คนจีนทั่วประเทศ

“ความน่ากลัวของไวรัสตัวนี้คือ อัตราการตายสูงและยังไม่มียารักษา ไม่เหมือนไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่แพร่ระบาดรวดเร็ว แต่มียาทำให้ไม่น่ากลัวมากนัก”

ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านวิจัยและฝึกอบรมโรคติดเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน อธิบายให้ฟังต่อว่า ความเป็นมาของเชื้อตัวนี้มาจากค้างคาวแล้วมาติดอูฐ ก่อนจะแพร่ไปยังชายชาวซาอุฯ ที่เป็นผู้ป่วยรายแรก

เมื่อถามว่า เชื้อไวรัสเมอร์สตัวนี้จะมาถึงประเทศไทยหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นตอบว่า มีความเสี่ยงสูงเพราะเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวเข้าออกตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ข้อ ได้แก่ 1.เชื้อตัวนี้สามารถติดได้ง่ายแค่ไหน 2.เมื่อติดเชื้อคนป่วยจะเป็นพาหนะแพร่กระจายสู่คนหมู่มากได้นานกี่วัน และ 3.เชื้อตัวนี้อยู่ในอากาศได้นานหรือมีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน

“แต่เท่าที่ดูการรับมือของกระทรวงสาธารณสุข ผมคิดว่าทำได้ดีทีเดียว ส่วนเชื้อไวรัสเมอร์สที่กลัวว่าจะมีในค้างคาวไทยก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะจากการทำสำรวจค้างคาวไทยมาหลายสิบปี กว่า 1,000 ตัวอย่าง ไม่พบเชื้อไวรัสเมอร์ส แต่พบแค่สายพันธุ์หรือรหัสพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกันมาก แต่หลังจากตรวจคนที่สัมผัสใกล้ชิดค้างคาวก็ไม่พบว่ามีใครติดเชื้อไวรัสจากค้างคาวไทย”

ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี ผู้เชี่ยวชาญเชื้อไวรัสและโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า ค้างคาวเป็นสัตว์แพร่เชื้อได้ง่าย ผ่านทางอุจจาระหรือสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ฟุ้งกระจายในอากาศ แล้วมนุษย์ไปรับสูดดมหรือสัมผัสเข้าร่างกาย คาดว่าเชื้อไวรัสเมอร์ส์น่าจะเป็นเชื้อโรคที่ไม่แข็งแรงหรืออันตรายมากนัก และไม่ติดต่อง่ายเหมือนจำพวกไวรัสไข้หวัดใหญ่ ส่วนใหญ่ไวรัสเมอร์สกระจายไปติดเฉพาะกับคนที่อยู่ใกล้ชิดกันมากๆ ดังนั้นต้องเฝ้าระวังผู้กลับมาจากการประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุดีอาระเบีย เพราะมีคนหลายล้านคนทั่วโลกไปร่วมงานและอยู่ในพื้นที่แออัด

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรควางแผนดูแลผู้เดินทางไปร่วมพิธีฮัจญ์ในปี 2558 คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน ช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป โดยแนะนำให้มาฉีดวัคซีนป้องกันโรค เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น ฯลฯ จากนั้นก็จัดระบบเฝ้าติดตามสุขภาพหลังเดินทางกลับประเทศไทยอย่างใกล้ชิด

พบผู้ป่วย “ไวรัสเมอร์ส” 24 ประเทศ

1.ซาอุดีอาระเบีย

2.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

3.กาตาร์

4.จอร์แดน

5.โอมาน

6.คูเวต

7.อียิปต์

8.เยเมน

9.เลบานอน

10.อิหร่าน

11.ตุรกี

12.อังกฤษ

13.เยอรมนี

14.ฝรั่งเศส

15.อิตาลี

16.กรีซ

17.เนเธอร์แลนด์

18.ออสเตเรีย

19.ตูนิเซีย

20.แอลจีเรีย

21.มาเลเซีย

22.ฟิลิปปินส์

23.สหรัฐอเมริกา

24.เกาหลีใต้

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: