วินาทีชีวิต…รถฉุกเฉิน หน่วยเสี่ยงอันตราย

วินาทีชีวิต…รถฉุกเฉิน “หน่วยเสี่ยงอันตราย” : โดย…ปฏิญญา เอี่ยมตาล / ทีมข่าวรายงานพิเศษ

bfgc86d8d6ca5i6c7a6dd.jpg

“รถฉุกเฉิน” ที่เห็นกันประจำนั้น ส่วนใหญ่เป็นรถตู้พยาบาลที่มีคำว่า “Ambulance“ ติดอยู่ด้านหน้า

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีมากกว่า 15,000 คัน โดยมีทีมแพทย์พยาบาลประจำอยู่กว่า 1.2 แสนคน ตลอด 24 ชั่วโมง

พวกเขาคือกลุ่มคนเสี่ยงตายในรถที่ใช้ความเร็วแข่งกับเวลา..!!

แสงไฟวับวาบ…เสียงไซเรนดังก้องท้องถนน คือสัญญาณแจ้งว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยวิกฤติอยู่ในรถที่ต้องไปส่งโรงพยาบาลให้เร็วสุดๆ

แต่ดูเหมือนผู้คนบนท้องถนนจะไม่สนใจ และไม่ให้ความสำคัญกับ ”รถฉุกเฉิน”!! หลายคันไม่หลบหลีกทางให้ โดยเฉพาะจังหวะที่รถฉุกเฉินต้องฝ่าสัญญาณไฟแดง

ความเพิกเฉยเหล่านี้นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรุนแรง บ่อยครั้ง ”พยาบาล” ประจำรถและเจ้าหน้าที่กลายเป็นเหยื่อบาดเจ็บเสียชีวิต

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรวบรวมสถิติรอบ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2547-2557 พบตัวเลขที่สูงจนไม่อยากเชื่อว่า “รถฉุกเฉิน“ ที่ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ในวิกฤติความเป็นความตายนั้น…เป็นรถที่เกิดอุบัติเหตุกว่า 300 ครั้ง ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว

ทีมงานพยาบาลที่อยู่ในรถเสียชีวิต 21 คน กลายเป็นผู้พิการถาวร 12 คน และได้รับบาดเจ็บมากถึง 4,315 คน โดยเส้นทางภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด

เพลินพิศ ไชยวัฒน์ พยาบาลวิชาชีพผู้ชำนาญการด้านทำคลอด โรงพยาบาลแกลง จ.ระยอง หนึ่งในเหยื่อเคราะห์ร้าย เล่าว่า คืนนั้นเข้าเวรรถฉุกเฉินมีฝนตกหนัก เป็นช่วงขากลับหลังส่งผู้ป่วยหนักถึงโรงพยาบาลระยองแล้ว เมื่อรถผ่านโค้งอันตรายคนขับหักหลบรถมอเตอร์ไซค์วิ่งคร่อมเลน ถนนลื่นบังคับพวงมาลัยไม่อยู่รถคว่ำตกข้างทางชนต้นไม้จนพังยับเยิน นับเป็นความโชคดีที่รอดตายมาได้หวุดหวิด

เมื่อถามถึงค่ารักษาพยาบาล เพลินพิศ เล่าว่า ใช้สิทธิข้าราชการในการรักษา เพราะกระดูกไหล่และใบหน้ายังไม่เข้าที่ต้องไปหาหมอกระดูกที่โรงพยาบาลระยอง มีอาการเหน็บเสียว ยกแขนซ้ายได้ไม่สุด อยากให้มีการรักษาที่ดีกว่านี้ แต่ไม่มีโอกาส เพราะ “รถฉุกเฉิน” ไม่มี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยฯ เหมือนรถทั่วไป

เช่นเดียวกับ อนุสรณ์ อุระ บุรุษพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น หนึ่งในเหยื่อที่เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนมาตรการความปลอดภัยของการขับขี่รถพยาบาล

“เหตุเกิดวันสงกรานต์ 13 เมษายน 2557 ผมกำลังช่วยชีวิตผู้ป่วยในรถฉุกเฉิน อยู่ดีๆ รถก็เบรกจนหน้าคะมำ ได้ยินเสียงโครมรถก็คว่ำแล้ว ผมไม่เป็นอะไรมากแค่คิ้วแตก หน้ากระแทก เอกซเรย์พบฐานกะโหลกร้าว มีอาการแทรกซ้อนน้ำในหูไม่เท่ากัน มึนเวียนหัวเหมือนบ้านหมุน ทำงานไม่คล่องเหมือนเดิม แต่ยังต้องดูแลผู้ป่วยอยู่และกลัวทุกครั้งที่ขึ้นรถฉุกเฉิน”

แต่กรณีที่สร้างความเศร้าสลดใจให้เพื่อนร่วมอาชีพมากที่สุดคือ เหตุการณ์ที่เกิดกับ วิไลวรรณ แก้วเขียว พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ที่ต้องเสียชีวิตขณะสวมใส่ชุดพยาบาลเมื่ออายุได้เพียง 25 ปี

เธอกำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยผู้ป่วยวิกฤติโรคหัวใจในรถฉุกเฉินระหว่างนำส่งศูนย์โรคหัวใจขอนแก่นเมื่อตี 3 ของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557

วันวิศา ป้อมหิน พยาบาลเพื่อนสนิท เล่าว่า รถฉุกเฉินที่ วิไลวรรณนั่งอยู่พลิกคว่ำ เพราะรถมอเตอร์ไซค์ตัดหน้า!!…ทุกคนช็อกและเสียใจต่อเหตุการณ์ครั้งนั้น เรายังคิดถึงเขาเสมอเพราะความที่เป็นคนร่าเริง จิตใจดี ชอบช่วยเพื่อน ขยันทำงาน เป็นลูกกตัญญู รับจ้างเข้าเวรเก็บเงินเพื่อปลูกบ้านหลังใหม่ให้พ่อแม่ เป็นเสาหลักของครอบครัว

หลังเกิดเหตุกับวิไลวรรณ พยาบาลหลายคนไม่กล้าขึ้นเวรดึกรถฉุกเฉิน และมักจะขายเวร ไม่กล้าเสี่ยงชีวิตบนรถที่ไม่ค่อยปลอดภัย

ทีมข่าว คมชัดลึก ลงพื้นที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า การอยู่บน “รถฉุกเฉิน“ นั้น มีโอกาสเสี่ยงอุบัติเหตุมากน้อยแค่ไหน

เริ่มจากการเฝ้ารอร่วมกับทีมงานรถฉุกเฉิน โรงพยาบาลแกลง หลังจากรอนานกว่า 7 ชั่วโมง ตั้งแต่เช้า จนกระทั่งบ่าย 4 โมงเย็นก็มีเคสฉุกเฉินให้ส่งคนไข้ไปโรงพยาบาลระยอง!!!

รถฉุกเฉินคันที่ทีมข่าวขึ้นไปนั่งด้วยนั้น ใช้เส้นทาง “แกลง-ระยอง” ระยะทาง 50 กิโลเมตร ผ่านโค้งอันตรายหลายจุด มีการเปิดไฟวับวาบและเสียงไซเรนดังก้อง

จากการสังเกตพบว่า เมื่อรถวิ่งบนเส้นทางหลักที่ขับเร็วได้ ผู้ขับขี่ไม่หลบชิดซ้ายให้รถฉุกเฉิน จนรถต้องเบี่ยงแซงซ้ายไปเอง

คนขับรถฉุกเฉินหลายคนต่างให้คำตอบตรงกันว่า คนต่างจังหวัดไม่ค่อยให้ความสำคัญกับรถฉุกเฉิน ไม่หลีกทางให้ บางครั้งก็วิ่งตัดหน้าทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อย

ขณะที่เมืองที่การจราจรหนาแน่นแบบกรุงเทพฯ นั้น เมื่อทีมข่าวขึ้นนั่งบนรถศูนย์ส่งกลับ โรงพยาบาลตำรวจ บนเส้นทางถนนพระราม 4 ถนนราชดำริ โดยมีผู้ป่วยหนักอยู่ระหว่างนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรถฉุกเฉินเปิดสัญญาณไฟวับวาบและเสียงไซเรน รถบางคันไม่หลบทางให้ ประกอบกับรถติดทำให้ใช้ความเร็วได้ไม่มาก

หนึ่งในสาเหตุที่ผู้ขับขี่บนถนนไม่ค่อยหลบทางให้รถฉุกเฉิน เนื่องจากตำรวจไม่เข้มงวดกวดขันจับกุมผู้ทำผิดข้อหานี้ แม้ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 76 กำหนดไว้ชัดเจนว่า

“ผู้ขับขี่ต้องหยุดหรือจอดรถชิดขอบทางด้านซ้ายให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 500 บาท”

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน เปิดเผยว่า เฉพาะปี 2557 มีรถฉุกเฉินเกิดอุบัติเหตุ 54 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 115 คน เสียชีวิต 17 คน เป็นพยาบาล 2 คน อาสาสมัครท้องถิ่น 6 คน ผู้ป่วยและญาติรวมถึงคู่กรณี 9 คน ถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก และสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะบุคลากรอาชีพนี้มีชีวิตบนความเสี่ยงอันตราย

นพ.อนุชา บอกว่า สาเหตุเกิดจาก 4 ปัจจัย คือ คนขับ สภาพรถ สภาพถนน และผู้ใช้ทางร่วมกัน ที่ผ่านมาคนไทยยังไม่เข้าใจการเปิดสัญญาณไฟวับวาบ เสียงไซเรน ว่าเป็นการขอทาง มีผู้ป่วยวิกฤติต้องนำส่งโดยเร็ว แต่ก็ยังมีคนฝ่าไฟแดงมาชนรถฉุกเฉิน

“ตอนนี้พยายามอบรมคนขับ และประสานให้มีใบขับขี่พิเศษ เฉพาะผู้ผ่านการทดสอบเท่านั้น และพยายามติดอุปกรณ์ยึดโยงในรถให้มั่นคง ติดไปแล้ว 3,540 คัน ใน 38 จังหวัด และติดตัวจีพีเอสด้วย ช่วยตรวจสอบการขับขี่ได้ตลอดเวลา”

จากตัวเลขที่มีผู้เสียชีวิตปีละเกือบ 20 คน และบาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 100 คนนั้น ทำให้มีผู้พยายามเรียกร้องค่าชดเชย กรณีทีมพยาบาลเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐควรปรับเลื่อนชั้นยศสูงสุดเช่นเดียวกับตำรวจ-ทหาร เพราะถือว่าเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: