ศธ.ประกาศลด

รมว.ศธ.นำทีมผู้บริหาร สพฐ.ประกาศนโยบายปี2558 เป็นปีปลอดนร.อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้”ตั้งเป้าลดจำนวนนร.ที่ยังอ่านไม่ออก2.6หมื่นคนให้เหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์

jha66g9ebbfki7kicbijk.jpg

วันที่ 12 ม.ค.58 พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ พร้อม นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แถลงข่าวประกาศนโยบายให้ปี 2558 เป็นปีปลอดนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้การแก้ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เป็น นโยบายเร่งด่วนที่ต้องแก้ปัญหาให้สำเร็จในปีนี้

พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้มีมาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลที่ สพฐ.รายงานล่าสุด พบว่า มีนักเรียนถึงเกือบ 2.6 หมื่นคน ที่ยังอ่านเขียนไม่ได้ กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซี่ง ศธ.พยายามแก้ปัญหานี้เพราะเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเด็ก ถ้าเด็กอ่านเขียนไม่ได้ ก็จะไม่สามารถเรียนรู้วิชาอื่นๆ ได้ เพาะฉะนั้น อันดับแรกสุด ต้องทำให้นักเรียนทุกคนในระบบการศึกษา อ่านเขียนภาษาไทยได้ และเข้าใจในสิ่งที่อ่านเขียน ถือเป็นหัวใจำคัญของการจัดการ ศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน จึงได้ประกาศให้ปี 2558 เป็นปีปลอดนักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ โดยมีมาตรการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า มาตรการแรกจะให้ สพฐ.ประกาศนโยบายและกำหนดมาตรการเร่งรัดนักเรียนให้อ่านออกเขียนได้ อ่านเขียนคล่อง และสื่อสารได้ มีการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อ ศธ. ส่วน สพท.ทั้ง 225 เขต ต้องดำเนินการประกาศโยบายแก่โรงเรียนในสังกัด มีข้อมูลการอ่านเขียนของนักเรียนทุกระดับชั้น เพื่อนำมาวิเคราะห์วางแผนการพัฒนาเด็กร่วมกับโรงเรียน และสรุปข้อมูลดังกล่าวรายงานต่อ สพฐ. มีการนิเทศ จัดทำแผนงาน กิจกรรมให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และรายงานความก้าวหน้าต่อ สพฐ. เป็นระยะ

สำหรับสถานศึกษา ต้องกำหนดเป็นนโยบายสำคัญให้ครูและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการทุกวิธีให้นักเรียนอ่านเขียนได้ตามมาตรฐานของหลักสูตร ปรับระบบบริหารจัดการให้ครูทุกคน ไม่เฉพาะครูวิชาภาษาไทย มีส่วนร่วมรับผิดชอบการแก้ไขปัญหาอ่านเขียนของนักเรียน มีแผนซ่อมเสริมนักเรียนทุกคนที่มีปัญหา และซ่อมเสริมให้แล้วเสร็จภายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ประสานผู้ปกครองให้รับทราบปัญหาและมีส่วนร่วมในการดูแลบุตรหลานให้อ่านเขียนได้ กำกับติดตาม นิเทศ ช่วยเหลือครูในการแก้ปัญหาอ่านเขียนของนักเรียน พร้อมรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อ สพท.อย่างต่อเนื่อง

“ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอย่างจริงจังให้สำเร็จตามเป้าหมายของนโยบาย ซึ่งผมมั่นใจ 110 % ว่า นโยบายนี้ประสบความสำเร็จ ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 225 เขต จะสามารถทำให้เด็กอ่านเขียนได้ครบทั้งหมดภายในปี 2558 และจริงๆ แล้ว ถ้าดำเนินการอย่างจริงจังแค่ 3-4 เดือน ก็สามารถเห็นผล ทำให้เด็กอ่านออก เขียนได้ ส่วนจะอ่านได้คล่องแค่ไหนขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนและการดำเนินการของสถานศึกษาแต่ละแห่ง “

ด้านนายกมล กล่าวว่า นโยบายของ ศธ.ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาชาติ ตั้งเป้าหมายให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักค่านิยม 12 ประการ และมีทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งการอ่านออกเขียนได้ถือเป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาตัวเองและการเรียนรู้ในระดับสูงขึ้น การแก้ปัญหาเรื่องนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะ สพฐ.มีเป้าหมายจะยกะรดับคะแนนสอน NT โอเน็ตและคะแนนสอบ Pisa

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พิษณุโลก เขต 1 กล่าว่า ปกติช่วงเริ่มปีการศึกษาใหม่ ๆ จำนวนเด็กอ่านเขียนไม่ได้ จะเพิ่มขึ้นทุกต้นปีการศึกษา เพราะนิยามของคำว่าอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แตกต่างกันในแต่ละช่วงชั้น ช่วงชั้น ป.1 ถึง ป.2 หมายถึงการอ่านออก เขียนได้ ชั้น ป.3-ป.4 หมายถึงการอ่านเขียนคล่อง และ ป.5 – ป.6 หมายถึงการอ่านรู้เรื่อง สรุปความได้ เขียนคล่อง เพราะฉะนั้น ทุกต้นปี จะมีตัวเลขนักเรียนทุกระดับชั้นที่มีปัญหาอ่านเขียนให้ต้องทำการบ้านพอสมควร ทั้งนี้การแก้ปัญหา จะมีการตรวจสอบการอ่านเขียนของนักเรียนทุกคน 100 % เพื่อให้รู้ข้อมูล วิเคราะห์จุดบกพร่องของเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อวางแผนพัฒนาเด็กได้อย่างถูกต้อง รวมถึงมีการนิเทศ ช่วยเหลือสถานศึกษา ครูในการแก้ปัญหาด้วย ซึ่งที่ผ่านมา ก็ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาพอสมควร

นายชูเกียรติ ด่านธนทรัพย์ ผอ.สพป.น่านเขต 1 กล่าวว่า จังหวัดน่านมีกลุ่มชาติพันธุ์ และเด็กยากจน รวมถึงมีโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ถึง 79% จึงมีนักเรียนที่อ่านเขียนไม่ได้จำนวนพอสมควร ซึ่งก็ได้แก้ปัญหาโดยการให้สถานศึกษาทำแผนเป็นรายโรง คัดกรองเด็กที่มีปัญหา ทำข้อมูลเป็นรายบุคคล และส่งเสริมให้โรงเรียนคิดนวตกรรมใหม่สำหรับพัฒนาทักษะการอ่านเขียนของเด็ก ซึ่งก็มีตัวอย่างนวตกรรมดี ๆ จากหลายโรงเรียน หลังจากนี้ ก็จะให้โรงเรียนต้นแบบที่มีนวตกรรมดี ๆ มาประชุมหารือกัน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ และทำแผนให้โรงเรียนปลอดเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

……………………………

(หมายเหตุ ภาพประกอบข่าว)

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: