ณรงค์แนะลดสอบโอเน็ตเล็งลดเหลือ๔วิชา

พล.ร.อ.ณรงค์มอบการบ้าน สทศ. เผยแนวคิดเล็งลดสอบโอเน็ต เหลือ 4 วิชาหลัก “คณิต,วิทย์,ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่เหลือให้ร.ร.จัดสอบเอง

fb8bdkickc96gdb8iik5c.jpg

ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2557 พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วย ศ.ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รมช.ศธ. เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายกับคณะกรรมการบริหารสทศ. โดยพล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับประเด็นที่จะให้มีการลดจำนวนข้อสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต จากปัจจุบันสทศ. จัดสอบ 8 กลุ่มสาระวิชา มีแนวคิดลดเหลือแค่ 4 วิชาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ส่วนวิชาที่เหลือ ได้แก่ สังคมศึกษาศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพละศึกษา การงานอาชีพและเทคโนโลยี และวิชาศิลปะ ให้สถานศึกษาเป็นผู้จัดสอบเอง ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวยังไม่ได้เป็นข้อยุติ เพราะฉะนั้นตนจึงมอบการบ้านให้สทศ. นำเรื่องนี้เข้าหารือในบอร์ดสทศ. ให้ได้ข้อยุติ จากนั้นให้กลับมาหารือกับกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง

“ความเห็นของที่ประชุมในเรื่องนี้มีหลากหลาย ผมถึงมอบการบ้านให้สทศ. นำเข้าหารือในบอร์ดสอศ. ให้ได้ข้อยุติ อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนหนึ่งเห็นว่าควรนำวิชาสังคมศึกษาศึกษาฯ อยู่ในการสอบโอเน็ตตามเดิม เพราะว่าบางสาระอย่างเช่น เศรษฐศาสตร์ หรือหน้าที่พลเมือง เป็นความรู้ที่สามารถนำมาทดสอบโดยข้อสอบโอเน็ตได้ แต่อาจลดสัดส่วนน้ำหนักลงไป” รมว.ศธ. กล่าวและย้ำว่า การลดจำนวนข้อสอบโอเน็ตนั้น ประเด็นหลักไม่ใช่เรื่องของการลดภาระการสอบให้นักเรียน แต่เพื่อปรับให้การสอบสามารถประเมินผลผู้เรียนได้อย่างแท้จริง วิชาสังคมศึกษา สุขศึกษา ศิลปะ ดนตรี นั้นขึ้นอยู่กับท้องถิ่นเป็นอย่างมาก สถานศึกษาอาจจัดการเรียนรู้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบทของท้องถิ่น ฉะนั้นถ้าใช้ข้อสอบจากส่วนกลางไปประเมินผล อาจสร้างความเหลื่อมล้ำได้ จึงสมควรให้สถานศึกษาจัดวัดผลในวิชาดังกล่าวเอง สถานศึกษาสามารถวามารถสร้างการวัดผลที่ตรงกับวิถีชีวิต และสามารถใช้การวัดผลในรูปแบบอื่นๆ นอกจากข้อสอบปรนัย มาใช้ในการวัดผลได้ด้วย จะส่งผลให้การวัดผลของสถานศึกษา ทำได้ดีกว่าข้อสอบจากส่วนกลาง

พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการ กำลังทำโครงการนำร่องการกระจายอำนาจบริหารจัดการให้กับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา โดยจะคัดเลือกเขตพื้นที่การศึกษาจำนวน 20 แห่ง จากทั่วภูมิภาค และคัดเลือกสถานศึกษา จำนวน 300 แห่ง จากเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง20 แห่ง มาทดลองนำร่องการกระจาอำนาจในปีการศึกษา 2558 ซึ่งส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจนั้น มีการบริหารจัดการวิชาการด้วย สถานศึกษาสามารถพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาขึ้นมาใช้เอง เพราะฉะนั้นก็ควรจะทำต่อเนื่องไปถึงการวัดผลด้วย ถ้ายังใช้การวัดผลจากส่วนกลาง ก็จะไม่สอดคล้องกับหลักสูตรที่สถานศึกษาแต่ละแห่งพัฒนาขึ้นเอง

ด้าน ศ.ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวว่า หากจะมีการปรับลดข้อสอบโอเน็ตลง และให้สถานศึกษาจัดสอบ 4 วิชาที่เหลือเองจริง ก็จะต้องมีการนำร่องในบางพื้นที่ก่อน ซึ่งสทศ. ก็คงจะเข้าไปช่วยสถานศึกษาจัดทำหลักเกณฑ์การวัดผล ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าการวัดผลของแต่ละโรงเรียนจะมีความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้รับการยอมรับนั้น ประเด็นนี้คงอยู่ที่ผู้ใช้คะแนน ว่าจะเลือกเอาส่วนไหนไปใช้ในสัดส่วนเท่าใด อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าเรื่องนี้ยังต้องไปคิดรายละเอียดรองรับอีกมาก ปัจจุบันเป็นการพูดคุยในเชิงหลักการเท่านั้น

รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นเรื่องการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา หรือยูเน็ต ที่ก่อนหน้านี้มีกระแสคัดค้านจากมหาวิายาลัย จนทำให้สทศ. ต้องยกเลิกการประเมินไปนั้น อยากให้มองว่าเป็นการสร้างไม้บรรทัดวัดมาตรฐานของคนไทย สร้างระบบประเมินผลที่คนไทยมั่นใจได้ เพราะที่ผ่านมาเรานำระบบต่างชาติมาใช้ตลอด อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้หารือว่าการประเมินผลผู้เรียนในระดับอุดมศึกษานั้น จะเป็นการประเมินโดยความสมัครใจ และวัดผลใน 3 วิชา คือ วิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการคิดเคราะห์

ส่วนรศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สทศ. กล่าวว่า ขอย้ำว่าการประเมินผลผู้เรียนระดับอุดมศึกษาในวิชา คือ วิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการคิดเคราะห์ นั้น ประเมินที่ไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะไม่ใช่การประเมินที่เป็นเงื่อนไขในการจบการศึกษา หรือรับเข้าทำงาน แต่เป็นหน้าที่ที่สทศ. ต้องจัดการทดสอบนี้ขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนที่สมัครใจเข้ารับการประเมิน ได้ประเมินสมรรถนะของตนเอง ซึ่งการประเมินตรงนี้จะช่วยในการพัฒนาคุณภาพบัญฑิต องคมนตรีแนะอุดมศึกษาพัฒนาบัณฑิตคุณภาพ ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุงเทพฯ ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.)ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสำนักงานคณะกรรมการกาอรุดมศึกษา(สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จัดประชุมวิชาการประจำปี พ.ศ.2557 “เรื่องอุดมศึกษาสร้างคน สร้างชาติ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ภายใต้การปฎิรูปการศึกษา” โดยมีนายศุภชัย ภู่งาม องคมนตรี เป็นประธานเปิดงานพร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า อุดมศึกษาเป็นแกนหลักในการสร้างและพัฒนาบัณฑิตของไทยให้มีคุณภาพ ศักยภาพและแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ เป็นภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยในการสร้างแบบอย่างที่ดีให้ได้ผลตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งการทำความดีไม่ยากแต่สิ่งที่ยากคือการรักษาความดีให้ได้ชั่วชีวิต

ด้าน รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมจธ. กล่าวว่า การปฎิรูปการศึกษาในอนาคตข้างหน้า สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องคิดให้มากๆ คือเรื่องบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยต่อสังคม ที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามความคาดหวัง ความก้าวหน้าของสังคมและเทคโนโลยี สำหรับความท้าทายของปอมท.ในการขับเคลื่อนปฎิรูปอุดมศึกษา ปฎิรูปการศึกษานั้น ต้องมองเรื่องต่างๆ ดังนี้ 1.อิสรภาพทางวิชาการ ควรมีการสร้างวัฒธรรมการวิจารณ์ให้เกิดขึ้นในงานวิชาการและในฐานะที่เป็นอุดมศึกษา มีบทบาทหน้าที่ในการผลิตบัณฑิตตอบสนองความต้องการของประเทศ จำเป็นที่ต้องมีความอิสรภาพทางวิชาการรวมถึงต้องมองแนวคิดระบบราชการว่าจะช่วยหรือมีปัญหาอย่างไร 2.คุณภาพ เป็นเรื่องสำคัญและต้องปฎิรูปโดยเร็ว

“อย่าให้เรื่องคุณภาพ ไปผูกติดกับเรื่องรายได้การบริหารการศึกษา เช่น จ่ายครบจบแน่ เพราะอุดมศึกษามีหน้าที่ผลิตบัณฑิตไปแก้ปัญหาสังคม พัฒนาความรู้ ประกอบสัมมาอาชีพ มีความพึงพอใจ มีความสามารถในการเรียนรู้ของศตวรรษที่ 21 ขณะที่ระบบประกันคุณภาพที่มี ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และสกอ.ต้องเป็นระบบที่ดี สร้างความเชื่อมั่น”อธิการบดีมจธ.กล่าว

อธิการบดีมจธ. กล่าวต่อว่า 3.พัฒนาเครือข่ายและความสามารถในยุคที่เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ มีพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้อง มั่นคง และเข้มแข็ง มีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อาจารย์ทำอย่างไรให้มีเรื่องเหล่านี้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาบัณฑิต 4.ความเข้มแข็งของสังคมมหาวิทยาลัยทั้งภายนอกและภายใน ทำอย่างไรให้คนภายในมหาวิทบาลับมความพึงพอใจมีส่วนร่วมในการทำบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ อนาคตความเป็นนักวิชาการไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่ทำงานร่วมกันทั้งในสายวิชาการ ภาคเอกชนได้ด้วย 5.การพัฒนาสังคมนักศึกษาและสังคมรอบมหาวิทยาลัยให้นักศึกษาได้ดูแลกันเองและมีส่วนร่วมในการทำงานกับมหาวิทยาลัยมากขึ้น และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้และการพัฒนาสังคม และ6.การพัฒนาการเปลี่ยนแปลงให้ทันต่อการตอบสนอง ตักเตือนและชี้นำสังคม เรามีเครื่องมือทำให้เกิดการเรียนรู้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ได้ดี ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการมอบโล่รางวัลแด่อาจารย์ดีเด่นแห่งชาติของ ปอมท.ประจำปี พ.ศ.2557 จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ ศ.ดร.โสพิศ วงศ์คำ อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ม.ขอนแก่น ศ.พญ.อรุณี เจตศรีสุภาพ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.ขอนแก่น รศ.ดร.สุพรรณี ไชยอำพร สาขาสังคมศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ศ.ดร.ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต สาขามนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด สาขารับใช้สังคม ม.เกษตรศาสตร์

นพ.วิจารณ์ชี้อุดมศึกษาไทยล้มเหลว ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวเสวนาเรื่อง “อดีตอุดมศึกษาล้มเหลวจริงหรือ” ตอนหนึ่งว่า อุดมศึกษาต่อสังคมเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งคุณภาพของคนเป็นผลที่เกิดจากการศึกษาที่มีคุณภาพทุกระดับ ทุกประเภท ประเทศไทยพูดเรื่องการพึ่งตนเองให้ได้มานาน แต่ตอนนี้พึ่งตนเองอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องก้าวมั่นทันโลก มหาวิทยาลัยจะพัฒนาตนเอง สร้างคนสร้างความรู้ โดยต้องอาศัยปัจจัยด้านเทคโนโลยีมาเสริมสร้างและให้สามารถๆแข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันสูงให้ได้ “อุดมศึกษาไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในประชาคมโลก มีความสำเร็จเชิงปริมาณในระดับสูง มีการขยายโอการให้การศึกษาเพื่อมวลชน ตอนนี้พูดได้เต็มปากว่าประเทศไทยได้จัดการศึกษาเป็นมวลชนแล้วแต่เป็นเชิงปริมาณ ยังด้อยคุณภาพและไม่ตอบสนองความต้องการของประเทศ คุณภาพบัณฑิต การวิจัยและนวัตกรรม เราขาดแคลนกำลังคนด้านช่างฝีมือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยอย่างมาก ยังอ่อนด้อยความสามารถในการแข่งขันซึ่งเป็นสำคัญของโลกในยุคปัจจุบันและอนาคต “ศ.ดร.วิจิตร กล่าว ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) กล่าวว่าคุณภาพการศึกษาไทยล้มเหลวอย่างมาก ซึ่งสามารถยืนยันด้วยข้อมูลที่มีมากมาย ส่วนสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากมหาวิทยาลัยเอาศาสตร์ เอาวิชาเป็นตัวตั้ง แต่ปัจจุบันคิดแบบเดิมไม่ได้ มหาวิทยาลัยต้องหันไปเอาความต้องการของประเทศเป็นตัวตั้งและวิชาเป็นตัวสนอง เพื่อให้การศึกษาไทยเดินไปข้างหน้า ไม่ได้เดินผิดทาง สอนเพื่อสอบอย่างที่ผ่านมา “อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่มีคุณภาพสูงต้องสอนคนทั้งคนให้มีทักษะความรู้ทั้งด้านสังคม โลก การทำงานมีชีวิต และความเป็นคนดี รวมถึงต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพและงานวิจัย โดยเฉพาะงานวิจัยที่ตอนนี้ขาดแคลนนักวิจัยอย่างมาก แต่ละปีประเทศมีทุนเพื่อสร้างนักวิจัยเพียง 200-300 คน ทั้งที่ความต้องการของประเทศประมาณ 3,000 คน ประเทศไทยควรเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตนักวิจัยขึ้นไป 600-1,000 คนต่อปี”ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว ด้านนายธนิตสรณ์ จิระพรชัย รองอธิการบดีฝ่ายแผนและสารสนเทศ มจธ. กล่าวว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ตอบสนองสังคมหรือพัฒนาตนเองตามศักยภาพ แต่เป็นมหาวิทยาลัยของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ) ​และ มหาวิทยาลัยของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)เพราะต้องทำตามที่ สมศ.และสกอ.กำหนด จึงทำให้หน้าตาของมหาวิทยาลัยทุกแห่งเหมือนกันหมด หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเราจะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2557

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: