เปิดใจ…”หมอสุวัช” หลังถูกเลิกจ้างพ้น ผอ.อภ.

ika7ea7k67jdc6ikdhabi.jpg

กรณีคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม (อภ.) มีมติเลิกจ้าง นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม โดยให้เหตุผลว่า ในฐานะผู้บริหารสูงสุดสามารถบริหารงานได้ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการตอบสนองภารกิจ เป้าประสงค์ และเป้าหมายที่สำคัญได้ เพื่อให้การขับเคลื่อนองค์การเภสัชกรรมให้บรรลุภารกิจเป้าประสงค์ และเป้าหมายที่สำคัญ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องเลิกจ้าง โดยให้ออกจากตำแหน่งภายใน 30 วัน และชดเชยเงิน 6 เดือนนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นพ.สุวัช เปิดใจเป็นครั้งแรกหลังคณะกรรมการบริหาร อภ.มีมติออกมา ว่า จากเหตุผลที่ได้รับ มองว่าไม่เป็นธรรม และจะทำหนังสือทักท้วงมติดังกล่าว แม้จะรู้สึกไม่เป็นธรรมตั้งแต่ทราบมติ เมื่อมีมติบอร์ด ต้องเคารพที่คณะกรรมการแต่ละท่านตัดสินใจ แต่กลับมีการร้องอย่างต่อเนื่องในเรื่องว่า ทำความเสียหายให้แก่รัฐ ทั้งเรื่องการเช่าพื้นที่ รพ.มหาสารคามอินเตอร์ และการจ้างที่ปรึกษาโครงการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนงานล้างไตและฟอกเลือดเพื่อผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง (CAPD) ส่อไปในทางทุจริต และไม่ใช่ภารกิจของ อภ. แต่ยังดำเนินการ และมีการยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งถือว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริงและสร้างความเสื่อมเสียแก่ผม ซึ่งยินดีชี้แจงทุกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมีข้อมูลพร้อมในการชี้แจงข้อมูลต่อ ป.ป.ช.

ต่อข้อถามว่า จะมีการฟ้องร้องในเรื่องดังกล่าวต่อศาลปกครองหรือไม่ นพ.สุวัช กล่าวว่า โดยปกติตามวิสัยของผม ไม่ชอบทำให้ใครไม่สบายใจ แต่จะขอพิจารณาก่อนว่า ในสิ่งที่ได้รับนั้น มีความเป็นธรรมต่อผมมากน้อยขนาดไหน

ส่วนกรณีข้อสงสัยเรื่องการเช่าพื้นที่ รพ.มหาสารคามอินเตอร์​ เพื่อทำศูนย์สนับสนุนงานล้างไตและฟอกเลือดเพื่อผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จะส่อไปในทางทุจริตนั้น นพ.สุวัช กล่าวว่า ศูนย์ดังกล่าวไม่ใช่ศูนย์วิจัย และไม่ได้เป็นการทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แต่เป็นโครงการเพื่อพัฒนาระบบบริหารเวชภัณฑ์ของ อภ. ในภาพรวมทั้งประเทศ ที่สำคัญเป็นการแก้ปัญหาตามพันธกิจของ อภ. เนื่องจากที่ผ่านมาพบปัญหาว่า การจัดส่งน้ำยาล้างไตมีตัวเลขที่ไม่ตรงกัน โดยเฉพาะมีการสั่งเพิ่มฉุกเฉินในช่วงปลายปีงบประมาณอยู่เสมอ ทั้งที่ปกติจะมีน้ำยาล้างไตคงคลังไว้ประมาณ 7-8 แสนถุง ที่สำคัญการสั่งซื้อน้ำยาล้างไตสามารถประมาณการล่วงหน้าได้ และปกติควรคำนวณปริมาณที่ต้องการใช้ทั้งปีได้เพื่อบริหารเวชภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ความจริงไม่อยากออกมาพูดอะไรมาก แต่พร้อมที่จะให้ข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาพยายามชี้แจงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีกลุ่มต่างๆ ออกมาร้องว่า อภ.บริหารยาต้านไวรัสเอชไอวีขาดแคลน ทั้งที่มีปัญหาจากการที่บริษัทส่งเวชภัณฑ์จากต่างประเทศล่าช้า ​หรือประเด็นโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่สระบุรี ซึ่งมีปัญหาต่อเนื่องมาหลายยุคสมัยและอยู่ในกระบวนการแก้ปัญหาแล้ว หรือโรงงานยาที่รังสิต ที่มีคนตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใด อภ.จึงยังไม่ฟ้องบริษัทที่ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งก็อธิบายไปแล้วว่า ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งฝ่ายกฎหมายยังทำงานไม่แล้วเสร็จ” นพ.สุวัช กล่าว

นพ.สุวัช กล่าวอีกว่า อภ.เป็นเหมือนจุดเชื่อมต่อของผู้ซื้อและผู้ให้บริการ ซึ่ง อภ.ต้องดำเนินการตามพันธกิจเหล่านี้ อนาคตอยากให้ อภ.เดินตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ การสร้างธรรมาภิบาลให้มากขึ้น และควรกำหนดให้ชัดเจนว่า ควรทำยาตัวไหนให้สอดคล้องกับระบบสาธารณสุข และพิจารณาว่า อะไรบ้างที่ต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาระบบยาชื่อสามัญ โดยร่วมมือกันมากขึ้น และตอบสนองให้คู่ค้า คือสถานบริการ และกองทุนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมา อภ.ทำหน้าที่ควบคุมราคายาได้ดีพอสมควร และในอนาคตจะต้องพิจารณาว่า จะทำงานเพื่อตอบสนองตลาดในรูปแบบใด เพราะในอนาคตการเปิดเสรีทางการค้าของประเทศอาเซียนจะทำให้ ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ที่มีความเข้มแข็งในการผลิตยาชื่อสามัญอย่างมาก หากไทยจะแข่งขันในตลาดก็ต้องวางเป้าหมายที่ชัดเจน

“อย่างไรก็ตาม ​เพื่อความเข้มแข็งของ อภ. ระบบธรรมาภิบาลใน อภ.ต้องเกิด ซึ่งผมพยายามทำให้เกิดความชัดเจนมาโดยตลอด แต่ก็ยังมีมุมมองหลายคนที่มองต่างกันในรูปแบบที่เคยทำมา ทำให้ประเด็นที่ขับเคลื่อนองค์การไม่ง่ายนัก” นพ.สุวัช กล่าว

ขณะที่ นพ.ดำรัส โรจนเสถียร ผอ.รพ.มหาสารคามอินเตอร์เนชั่นแนล อดีตที่ปรึกษาองค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงกรณี 8 เครือข่ายสุขภาพยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบนพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ฐานทุจริตโครงการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนงานล้างไตและฟอกเลือดเพื่อผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง (CAPD) ว่า การที่เช่าที่ รพ.มหาสารคามฯ เป็นผลมาจากการที่ตรวจพบข้อมูลยอดผู้เสียชีวิตจากโครงการล้างไตทางช่องท้องของระบบบัตรทองจำนวนมาก จนมีญาติผู้เสียหายรอฟ้องร้องกว่า 220 ราย เป็นผลมาจากการใส่สายล้างไตผ่านทางช่องท้องไม่เป็น จำเป็นต้องมีการเปิดอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ โดยให้เช่าที่ในราคาเพียง 500 บาทต่อ ตร.ม. จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เก็บค่าเช่า

ส่วนกรณีที่ 8 เครือข่ายกล่าวหาว่ามีการเปิดช่องให้ซื้อท่อล้างไตทางช่องท้องจากบริษัทลูก เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน นพ.ดำรัส กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทของลูกชายมีการซื้อขายเครื่องมือดังกล่าวให้ อภ.มาตลอด ผ่านระบบการประมูลในราคาเพียง 1,400 บาทต่อชิ้น จากเดิมที่เคยซื้อในราคา 4,000 บาทต่อชิ้น ถามว่าไม่ดีตรงไหน เช่นเดียวกับการจัดซื้อเพื่อใช้ในโครงการ ก็ผ่านระบบการประมูลเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เพิ่งดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีข้อสงสัยเช่นเดียวกันว่า แต่ละปี อภ.จะใช้เพียงปีละ 4,000 ชิ้นเท่านั้น แต่กลับมีการสั่งซื้อถึง 8,000 ชิ้น ซึ่งการสั่งซื้อในอัตราสูงจะมีของแถมให้ โดยในส่วนของ อภ.แถมเป็นน้ำยาล้างไต แต่ของ สปสช.แถมเป็นอะไร

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2557

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: