สพฐ.เดินหน้าปรับลดชั่วโมงเรียน

สพฐ.เดินหน้าปรับลดชั่วโมงเรียน ลดวิชาการเสริมกิจกรรมเพิ่มแทน เริ่มภาคเรียนที่ 2 ศธ.ทำวิจัยเล็งแก้ปัญหากวดวิชา

8icd7jba9ia79ebe66j88.jpg

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.- นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลดการเรียนการสอนของเด็กให้น้อยลงนั้น ขณะนี้ตนได้มอบหมายให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปวิเคราะห์ในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยเบื้องต้นอาจปรับลดชั่วโมงเรียนในบางวิชาลง เช่น วิชาสังคมศึกษา ที่มีการเรียนเรื่องประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองให้จัดการเรียนการสอนในรูปแบบของกิจกรรมแทน เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มปรับลดชั่วโมงเรียนได้ช่วงภาคเรียน 2 ปีการศึกษา 2557 เพราะ สพฐ.ยังไม่อยากปรับลดใหญ่ทั้งหมด เนื่องจากมีครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวนมาก อีกทั้งการปรับลดชั่วโมงเรียนต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยกิต และการเรียนจบการศึกษา ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาและวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้ให้เกิดความชัดเจนก่อน อาจมีการจัดประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจให้กับกลุ่มศึกษานิเทศก์ เพื่อให้นำไปขยายผล รวมถึงจัดทำคู่มือให้กับครูได้ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนด้วย

“มีตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศเกาหลีใต้ จะเรียนวิชาหลักอย่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ในภาคเช้า ส่วนภาคบ่ายจะจัดการเรียนในรูปแบบกิจกรรมวิชาดนตรี หรือศิลปะ ดังนั้น สพฐ.จะไปดำเนินการหาวิธีจัดการเชิงปฎิบัติที่จะทำอย่างไรไม่ให้เด็กเรียนหนักมากเกินไป และไม่เกิดความเครียดกับการเรียน ซึ่งเมื่อเราได้วิธีการปฎิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะต้องทำให้เด็กเรียนแล้วมีคุณภาพด้วย” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ศธ.ทำวิจัยเล็งแก้ปัญหากวดวิชา นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยผลการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้รับรายงานผลการดำเนินงานศึกษาวิจัยเรื่อง “ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการกวดวิชา” ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.) สำนักงานปลัด ศธ. โดยงานวิจัยดังกล่าวเป็นการสังเคราะห์รายงานวิจัย ปริญญานิพนธ์ และวิทยานิพนธ์ ในช่วงปี 2545-2557 ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือวิชาการ บทความ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 27 เรื่อง โดยผลการสังเคราะห์พบว่า มีผู้ประกอบการธุรกิจกวดวิชา ทั้งโรงเรียนกวดวิชา และติวเตอร์อิสระรายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยปี 2555 ประเทศไทยมีโรงเรียนกวดวิชา 2,005 แห่ง แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 460 แห่ง และภูมิภาค 1,545 แห่ง มีนักเรียนที่เรียนกวดวิชา 453,881 คน คิดเป็นร้อยละ 12 ของจำนวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาทั้งหมด ส่วนมูลค่าตลาดธุรกิจกวดวิชานั้น ในปี 2556 อยู่ที่ประมาณ 7,160 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่มีมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท และจะเติบโตไปสู่ 8,189 ล้านบาทในปี 2558 หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปี ทั้งนี้คาดว่ามีปัจจัยหนุนมาจากการเพิ่มราคาค่าเรียน และจำนวนนักเรียนที่เรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้น

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกวดวิชา เช่น ผู้เรียนคาดว่าจะทำให้ผลการเรียนดีขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสในการสอบได้ ใช้เตรียมตัวสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ต้องการเทคนิคการทำข้อสอบ และไม่เชื่อมั่นในคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา ส่วนผลกระทบจากการกวดวิชา เช่น ค่าใช้จ่ายในการเรียนกวดวิชาต่อเทอมค่อนข้างสูง ผู้เรียนต้องออกนอกบ้าน และสถาบันกวดวิชาไม่เน้นสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สำหรับข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหากวดวิชา เช่น ต้องพัฒนาศักยภาพของสถานศึกษาให้เท่าเทียมกัน สร้างแรงจูงใจให้นักเรียนตั้งใจเรียนในห้องเรียน และปรับระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย หรือเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นต่างๆ

ทั้งนี้ที่ประชุมได้มอบให้ สนย. ไปศึกษาวิจัยประเด็นดังกล่าวในเชิงลึกอีกครั้ง รวมทั้งให้ไปศึกษากรณีโรงเรียนที่เปิดสอนกวดวิชา หรือสอนพิเศษในช่วงเย็น หรือเสาร์-อาทิตย์ให้แก่นักเรียนด้วย ว่ามีการสอนอะไร อย่างไร และครูมีการกั๊กวิชาในห้องเรียนหรือไม่ โดยให้เร่งสรุปผลเสนอในการประชุมปฏิบัติการ เพื่อระดมความคิดเห็นกำหนดยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการกวดวิชาต้นเดือนกันยายนนี้.

มกอช.พัฒนาฐานข้อมูลสร้างเครือข่ายวิจัย

นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล รายชื่อศัตรูพืชควบคุม สถานภาพศัตรูพืชภายในประเทศ รวมถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืช ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ ( IPPC) มกอช. ในฐานะหน่วยงานประสาน IPPC ของไทย จึงเร่งจัดทำฐานข้อมูลด้านสุขอนามัยพืชของไทย

ประกอบด้วย ฐานข้อมูลศัตรูพืชของประเทศไทย และฐานข้อมูลนักวิจัยด้านสุขอนามัยพืช โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร และผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านศัตรูพืชต่างๆ ซึ่งปัจจุบันได้รวบรวมข้อมูลศัตรูพืชแล้ว จำนวน 15 กลุ่ม 1,294 ชนิด และมีรายชื่อนักวิจัย ด้านสุขอนามัยพืชจากหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษา รวม 316 คน

ทั้งนี้ การสร้างฐานข้อมูลศัตรูพืชของไทยให้เป็นเอกภาพและเชื่อถือได้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงของประเทศจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ลดปัญหาและอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าพืชผักและผลไม้ของไทยในอนาคต รวมทั้งการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยกันพัฒนาฐานข้อมูลศัตรูพืชให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันด้วย

อย่างไรก็ตามฐานข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มกอช.จึงจัดทำโครงการพัฒนาฐานข้อมูลสุขอนามัยพืชและเครือข่าย ความร่วมมืองานด้านอารักขาพืชขึ้น เพื่อเผยแพร่ฐานข้อมูลศัตรูพืชของประเทศไทยและฐานข้อมูลนักวิจัย ด้านสุขอนามัยพืชให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบความคืบหน้า และมุ่งสร้างความร่วมมือในการพัฒนาฐานข้อมูลศัตรูพืชของไทยให้สมบูรณ์และเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งสร้างเครือข่ายนักวิชาการด้านอารักขาพืชเพื่อประโยชน์ในการพัฒนางานด้านศัตรูพืชของไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2557

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: